Toey's profileI t 's M E ©PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
September 25 2talkหายจากที่นี่ไปเกือบปี!! ไปใช้ชีวิตเรื่อยๆ เปื่อยๆ ลุ่มๆดอนๆ มาจนรู้สึกว่า ต้องบันทึกอะไรไว้อีกซักครั้ง
ชื่อเอนทรี่นี้เคยใช้ไปแล้วเมื่อประมาณสองปีก่อน ลองย้อนกลับไปอ่านดูได้
อ่านแล้วเห็นภาพตัวเองตัวพอง หัวใจพอง มีความสุขเป็นที่สุด
แต่จะยังไม่บรรยายแล้วกัน ว่าขณะที่เขียนเอนทรี่นี้สภาพตัวเองเป็นยังไง ไว้อ่านให้จบก่อนค่อยมาดูกัน!!
จุดเริ่มต้นของรายการนี้ มันเป็นความบังเอิญแท้ๆ ที่ได้ไปดูสองคนนี้โชว์บนเวทีด้วยกัน
ด้วยเคมีที่ตรงกันมาก โชว์วันนั้นทำให้เรากลับมาออกแบบรายการในฝัน แล้วก็เรียกสองคนนี้มาทำเดโม
และก็ผ่านอย่างแทบจะไม่มีข้อโต้แย้ง
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน.....
เวลาผ่านไปเร็วกว่า รถไฟฟ้า(มาหานะเธอ) จากวันแรก 10 มีนาคม 2550 จนมาถึงวันที่ 24 กันยายน 2552
รายการนี้ออกอากาศมาแล้วกว่า 150 ตอน ยอมรับว่าบางทีก็มีตันกันบ้าง อู้กันบ้าง ทั้งคนจัด ทั้งโปรดิวเซอร์
สำหรับรายการทอล์คสดๆ เกือบสองชั่วโมง ที่แทบจะไม่ใช้วัตถุดิบอื่นใด นอกจาก สแตมป์ และ คัตโตะ
ที่ทั้งร้อง เล่นดนตรี และหาสารพันเรื่องราวมาเล่า ก็นับว่าเยอะและเซียนมากๆ
บอกได้เลยว่า เป็นรายการเดียวบนหน้าปัดวิยุที่ทำได้แบบนี้ และคุณสองคนเป็นเทพ!
เมื่อคืน
ในที่ประชุมเอกเขนกของพวกเรา ก็ยังคงยึดหลัก "ความสบายใจในการทำงานมาก่อน" เหมือนทุกๆครั้ง
เมื่อมีใครคนนึง เกิดความไม่สะดวกใจในการทำงานขึ้นมาแล้ว พวกเราก็เลยคิดกันว่า เราจะหยุดมัน
โดยไม่มีการร่ำลา เพราะเทปสุดท้ายของรายการเพิ่งถูกจัดเสร็จไปเมื่อกี๊ ก่อนหน้าจะออกมานั่งคุยกัน
ทุกอย่างจบลงอย่างกะทันหัน...
คำสุดท้ายของรายการทูทอค ก็เหมือนทุกๆครั้ง
"แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า กับสแตมป์ คัตโตะและแนตตี้ กับรายการทูทอค วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ"
เอาเถอะ จะร่ำลากันให้อาวรณ์ไปทำไม เมื่ออะไรในโลกมันก็ไม่แน่นอนทั้งนั้น
ในอนาคต รายการนี้อาจกลับมาในรูปแบบอื่น หรือมีรายการใหม่มาแทนที่ หรืออะไรก็สุดจะเดา
ในฐานะโปรดิวเซอร์ ยอมรับว่าใจหาย เพราะรายการนี้มันไม่ใช่งาน แต่มันคือ ส่วนนึงของชีวิต
จากนี้ไปบ่ายสามวันเสาร์ คงเหงาๆ ไปซักพัก อีกหน่อยก็คงทำใจได้ เหมือนทุกสิ่งในชีวิตที่ผ่านเข้ามา
แล้วก็ผ่านออกไปแต่ จะไปกลัวอะไรล่ะ เมื่อความทรงจำดีๆ มันอยู่กับเรา
ไม่ได้ผ่านไปเหมือนเหตุการณ์ซะหน่อย
สแตมป์ : ขอบคุณมากสำหรับทุกสิ่งที่ผ่านมา ถึงจุดเริ่มต้นมันจะมาจากความจับพลัดจับผลู
แต่แตมก็ทำมันได้ดี รายการนี้มันเป็นของทั้ง สแตมป์ และ คัตโตะ ถ้าขาดใครไปก็ไม่ใช่ทูทอค
ยินดีที่ได้ร่วมงานกัน ยังไงแตมก็เจ๋งเสมอในสายตาเรา
เรายังต้องเจอกันไปอีกนาน แน่ๆ
คัตโตะ : ขอบคุณความตั้งใจที่มีมาตั้งแต่เริ่มแรก คำว่า "ได้" "โอเค" "ตกลง"
มันทำให้เราทำงานด้วยความสบายใจ และเชื่อมั่นว่ามันจะ "ได้" อย่างที่พูด
และคุณก็เป็นดีเจที่ไม่เคยทำให้โปรดิวเซอร์คนนี้ผิดหวังซักที ขอบคุณสำหรับความอดทน
ขอบคุณสำหรั บความเข้าใจที่ช่วยให้เราผ่านเหตุการณ์ยากๆ มานับครั้งไม่ถ้วน เราอาจจะพูดกันน้อยไปหน่อย
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้จัก รู้ใจกันน้อยลงไปตาม สำหรับเราสองคน การหยุดรายการนี้ มีผลต่อชีวิตน้อยมาก
เพราะรายการนี้จบ ก็ยังมีงานอื่น และการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ รออยู่ข้างหน้า
เรายังคงเป็นลูกจ้างของโค้ด (ที่ดูยังไม่มีทีท่าจะเลิกใช้งานเรา และเราก็จะไม่ยอมให้เลิกใช้ง่ายๆหรอก)
เรายังคงเป็นเดอะแกงค์ ที่พร้อมจะเฮฮากับลิปตา ทั้ง คุณ อีแทน แนตตี้ กุ๊ก ฝน เน เสี่ย พี่ตุลย์ พี่เก่ง อีเตื้อง ดอจจี้
(และแน่นอนว่า ทุกเวทีของลิปตา ก็ยังคงได้เห็นเราอยู่ข้างล่างนั่นแหละ)
เรายังเหนียวแน่นกับZURU น้องโอ๋ พี่ปอ เจ้บิ๋ม บุ๋ม อีปลาทอง อีจ๊อบ และก็คงเหนียวแน่นขึ้นเรื่อยๆ
บ้านเรา บ้านคุณก็อยู่ที่เดิม (อย่าเพิ่งย้ายหนีไปก่อนล่ะ) แถมยังมีเบิร์ธเดย์เป็นตัวประกันอยู่อีกต่างหาก
ที่สำคัญที่สุดเราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ดี!!
อาจจะดีก็ได้ ที่เราจะลดมิติของความสัมพันธ์ลงไปซักข้อนึง
จะได้คุยเรื่องงานกันน้อยลง มีเวลาคุยเรื่องไร้สาระกันมากขึ้นกว่านี้ : )
แนตตี้ : จิจิของเก๊า...ขอบคุณมากที่เข้ามาเติมให้ทีมสมบูรณ์ นอกจากความเต็มของโชว์แล้ว
จิจิก็มาช่วยให้สภาพจิตของเรา เต็ม ด้วย จิจิเป็นที่พึ่งทางใจที่ดีมาก ทำให้เราอบอุ่นใจได้โดยไม่ต้องพูดอะไร
รู้สึกเหมือนมีคนเข้าใจอยู่ตลอดเวลา ขอบคุณนะก๊ะ งืดๆๆๆ
เอ็ดดี้ : คนนี้ก็ต้องขอขอบคุณด้วย เพราะหลายครั้งที่มาช่วยเติมเสียงฮาในรายการแบบไม่ได้อะไร
ตอบแทนกลับไป ถ้ามีโอกาสเราอยากร่วมงานด้วยแบบจริงจังนะ
คุณผู้ฟังที่รัก : ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนคลับของสแตมป์ คัตโตะ แนตตี้ หรือแฟนรายการที่ฟังอยู่เป็นประจำ
แม้กระทั่งคนที่หมุนมาเจออย่างบังเอิญ ขอบพระคุณจากหัวใจ ที่ให้เกียรติมาฟังรายการเล็กๆ รายการนี้
หวังว่าช่วงเวลาสองปีกว่าๆ ที่ผ่านมา คงจะทำให้คุณมีความสุข ได้หัวเราะบ้าง และคงจะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
ถ้าจะแบ่งปันห้วงความทรงจำดีๆของคุณให้รายการนี้เข้าไปอยู่ในนั้นด้วย : )
"ไม่มีงานเลี้ยงใด ไม่มีวันเลิกรา" เป็นความจริงของโลกใบนี้
และแน่นอน รายการวิทยุเล็กๆ อย่าง 2talk ก็หนีไม่พันสัจธรรมอันนี้ไปด้วยเช่นกัน
ขอบคุณรายการ 2talk
ที่ถึงแม้รายการจะสิ้นสุดลง แต่ก็ได้นำมิตรภาพดีๆ ที่เพิ่งเริ่มต้นได้เพียงนิดเดียวเท่านั้น
เมือเทียบกับเวลาที่เรายังต้องรู้จักกัน... ไปอีกชั่วชีวิต : )
![]() ![]() ![]() ![]() ![]() January 25 Finding BALANCE"น้ำในตู้เย็นหมดแล้ว"
ได้ยินครั้งแรก คนส่วนใหญ่จะให้ความหมายว่า
++ ในตู้เย็นไม่มีน้ำเหลือแล้ว ++
แต่ฉัน..ให้ความหมายมันว่า
++ น้ำที่แช่อยู่ในตู้น่ะ เย็นหมดทุกขวดแล้วนะ ++
โค้ดบอกความคิดฉัน ประหลาดกว่าชาวบ้านเค้า
แล้วอย่างงี้จะให้คนอื่นมาเข้าใจ หรือเห็นตามในสิ่งที่ฉันคิดได้ยังไง
ก็จริง..
คนส่วนมากก็มักจะคิดในแบบที่มันควรจะเป็นหรือน่าจะเป็น
หรือเชื่อในแบบที่เค้าอยากจะเชื่อ
เค้าก็จะเชื่อว่า น้ำในตู้เย็นไม่เหลือแล้ว โดยที่ไม่ต้องเห็นมันเลยก็ได้
แต่...ถ้าเกิดว่า ฉันยืนอยู่หน้าตู้เย็น เปิดออกมา แล้วเห็นล่ะว่า
ในตู้เย็นมีน้ำเต็มทุกขวด และทุกขวดเย็นหมดแล้ว ...
มันก็เป็นไปได้ไม่ใช่เหรอ??
ในเรื่องบางเรื่อง มันก็จะมีเหตุผล เงื่อนไข ข้อสัญญา หรืออะไรยิบย่อยที่ไม่ใช่
ทุกคนจะเห็นหรือเข้าใจมัน และบางอย่างมันก็ยากเกินที่จะอธิบาย
หรืออธิบายไปแล้ว ก็เกินวิสัยที่คนปกติธรรมดาเค้าจะเชื่อว่ามันจะมีแบบนี้อยู่จริงๆ
แล้วคนเรา ก็มีอีโก้กันทุกคน เชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ ฟังในสิ่งที่อยากได้ยิน
เมื่อความพยายามที่จะอธิบาย กลายเป็นการแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ หรือฟังไม่ขึ้นในสายตา
คนอื่น เมื่อหลายคนบอกว่า สิ่งที่พวกเค้าเห็นกับสิ่งที่เราพูดมันขัดแย้งกันสิ้นดี
ถ้าอย่างงั้น...พูดไปก็สองไพเบี้ย..ฉันคิด
อยู่เฉยๆ ให้เวลาพาคำตอบที่แท้จริงมาให้คนพวกนั้น ดูจะเท่ห์กว่า
ฉันรู้ตัวเองเสมอว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ และสิ่งที่ฉันทำมันไม่เดือดร้อนใคร
ไทป์ห้าอย่างฉัน มักจะพูดเยอะอยู่ข้างในสมองตัวเอง แล้วค่อยแสดงออกหรือพูด
ออกมาเท่าที่จำเป็น ฉันมั่นใจว่าทุกอย่างที่ฉันพูด หรือทำ ได้ผ่านการไตร่ตรองมา
เป็นอย่างดีแล้ว เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง ยิ่งฉันเงียบมากเท่าไหร่
หมายความว่า ความคิดของฉันกำลังทำงานหนักมากเท่านั้น ถ้านอกเหนือจากสิ่งที่ฉัน
ได้ทำออกมาด้วยความตั้งใจ และรู้ตัวแล้ว ก็จะเป็นสิ่งที่เป็น ลักษณะภายนอก
หรือ คาแรคเตอร์ ที่มันติดอยู่กับตัว ยกตัวอย่างถึงสิ่งที่มักจะเป็นปัญหากับฉันมากที่สุด
ก็คือสีหน้าเรียบเฉย ที่คนอื่นจะคิดกันไปว่า ฉันดุ...
อาจเป็นเพราะฉันเป็นคนจริงจัง(ในบางขณะ) ทีทำให้เข้าใจกันไปอย่างงั้น
แต่ถึงแม้ว่าฉันจะดุ แต่ฉันก็ไม่เคยกินกบาลใครมั่วซั่ว ฉันแค่เป็นคนตรงๆ ใครมาดี ก็ดีไป
รักคนไหนก็ดีด้วยสุดขั้วหัวใจ
ฉันไม่เคยแคร์ว่าใครจะมองฉันยังไง เพราะฉันรู้ว่า ถ้าใครที่ได้รู้จักฉันจริงๆ
เค้าจะรู้เองว่าฉันเป็นยังไง มันไม่มีประโยชน์ที่จะไปประกาศให้คนทั้งโลกรู้ว่า
ฉันเป็นแบบนั้น..แบบนี้ สู้มารู้จักกันแล้ว ค่อยรู้ตัวตนจริงๆ ดูมีค่ามากกว่า
ฉันแคร์แค่ว่า คนที่ฉันรัก คนที่รักฉัน และคนที่รู้จักฉันดี เค้าจะเข้าใจฉัน ในแบบที่ฉันเป็น
เพราะกับคนรอบข้าง ฉันเปิดเผย และให้เวลาในการทำความรู้จักกันในเชิงลึก
ฉันพูดในสิ่งที่ฉันคิด ทำในสิ่งที่ฉันรู้สึก บอกในสิ่งที่ฉันต้องการไม่ว่าจะในทางตรง
หรือทางอ้อม ใครที่รู้จักฉัน เค้าจะรู้เลยว่า ฉันจะเลือกอะไร ฉันจะคิดยังไงต่อเรื่องนี้
ฉันทำแบบนี้เพราะอะไร บลา บลา บลา
แค่คนกลุ่มเล็กๆ รอบๆตัว เข้าใจฉัน .... แค่นี้ก็พอใจแล้ว : )
แค่ความรู้สึกของคนกลุ่มนี้ ก็มีค่ามากเกินกว่าที่ฉันจะต้องสนใจความคิดเห็นของคน
ที่ไม่เคยแม้แต่จะพูดกับฉัน
ดังนั้น ฉันคงเฮิร์ทน่าดู ถ้าคนที่ฉันคิดว่า เค้ารู้จักฉันดีกว่าใครๆ
จะฟังคนอื่น เชื่อคนอื่นที่พูดถึงฉัน มากกว่าสิ่งที่ฉันเป็นจริงๆ
จนทำให้ฉันเกิดคำถามขึ้นมากับความเชื่อมั่นของตัวเองว่า
"ฉันจะเป็นในสิ่งที่ฉันเป็น หรือ เป็นในสิ่งที่คนอื่นอยากให้เป็น"
"ผมไม่คิดเลยว่าคำถามแบบนี้จะออกมาจากปากคนอย่างพี่"
จ๊อบที่นั่งอยู่ตรงข้าม จัดการอาหารตรงหน้า พูดออกมาด้วยหน้าตากวนประสาท
อย่างเคย แต่มันทำให้ฉันคิดว่า นี่ฉันกำลังสูญเสียความเป็นตัวตนไปอย่างมาก
ในขณะเดียวกันก็รู้สึกดี ที่ความคิดเห็นนี้มันสนับสนุนความเชื่อมั่นของฉันที่มีต่อ
คนกลุ่มเล็กๆที่ฉันแคร์ และจ๊อบก็เป็นตัวแทนนึงของคนกลุ่มนั้น
"แต่บางครั้งถ้าสิ่งที่เราเรียกมันว่าความเป็นตัวของตัวเอง ทำร้ายตัวเราเอง
และคนรอบข้าง ปรับมันสักหน่อย เราไม่คิดว่ามันจะเสียหายอะไร"
ข้อความที่ดีที่สุดอันนึงในรอบเดือนนี้ที่พิมพ์คุยกะโค้ด มันก็ทำให้ฉันคิดว่า
ความลังเลที่มันเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ มันไม่ใช่เรื่องเสียหาย
คิดอยู่หลายวัน ตกลงกับตัวเองแล้วว่าจะหาจุดตรงกลางระหว่างความเป็นตัวเอง
กับความน่าจะต้องเป็น
ฉันไม่ได้ทำเพื่อตัวฉันเองซะทีเดียว แต่ฉันทำเพื่อคนที่ฉันแคร์ พวกเค้าจะได้ไม่ต้อง
เหนื่อยใจที่จะอธิบายความเป็นฉันให้คนอื่นๆเข้าใจ เพราะถ้ามองในมุมกลับกัน
ถ้าเป็นฉัน ฉันก็คงไม่อยากให้ใครมามองคนที่ฉันรัก หรือ เพื่อนของฉันแบบผิดๆ
ฉันจะมีสติอยู่กับตัวเองให้มากขึ้น ลดช่วงเวลาลืมตัว ที่หน้าดุๆ ของฉันจะปรากฎ
แต่อย่าหวังว่าจะได้เห็นฉันพุ่งเข้าใส่ทุกคน หรือมีหน้าเปื้อนยิ้ม อยู่ตลอดเวลา
นั่นมันผิดคอนเซปต์!! 5555+
ปล. อย่าตัดสินคนอื่นจากภายนอก มันอาจทำให้คุณเสียโอกาสดีๆในชีวิต อย่างน้อย
ก็โอกาสในการที่จะได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของคนอื่น และฉันจะบอกตัวเองอย่างนี้เช่นกัน
January 02 Keywords :]
ทุกปี พอย่างเข้าสู่เดือนธันวาคมทีไร รอบๆตัวมันจะอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของ
การเฉลิมฉลอง อะไรๆมันก็ดูสวยงามไปหมด เดือนนี้เป็นเดือนที่หลายๆ คนชอบ
เพราะทำงานน้อย หยุดเยอะ แล้วทุกคนก็พร้อมใจกันเตรียมรับความสนุกและ
อนุโลมให้ความรู้สึกอยากเที่ยวเล่นสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด มันก็ดีนะ...แต่เพราะ
เดือนนี้มันเป็นเดือนสุดท้ายของปี
บางวูบเราก็รู้สึกใจหาย..
เหมือนมายืนทีจุดสูงสุดของหน้าผา แล้วมองลงไปเห็นภาพรวมของสิ่งที่เคยทำมา
ตลอดปี บางอย่างก็ดี ทำให้เราชื่นใจ บางอย่างก็แย่ แต่ก็โล่งที่สุดท้ายแล้วมันก็
ผ่านมาได้ด้วยดี แต่ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เราก็จะรู้สึกผูกพันกับมัน แต่ตอนนี้ทุกอย่าง
กำลังจะผ่านไป
บางวูบก็รู้สึกเสียดายเวลา..
มีอะไรหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ เผลอแปปเดียว เวลากำลังจะเดินผ่านเราไปอีกปี
แล้ว กลับมาทบทวนดู บางทีเราก็ปล่อยให้เวลาผ่านหน้าเราไปเฉยๆ โดยไม่ทำอะไร
บางวูบก็รู้สึกกลัว..
น่าจะเป็นธรรมดาของคนเรา มักจะกลัวในสิ่งที่ยังมองไม่เห็น ยังมาไม่ถึง เพราะไม่รู้ว่า
ต้องเจอกับอะไรบ้าง เป็นความกลัวที่ผสมกับความตื่นเต้นนิดๆ
สรุปแล้ว ปาริเป็นโรคกลัวปีใหม่ ยอมรับเลย !!
แต่ที่เขียนมาตั้งยาว ยังไม่ได้เข้าเรื่องเลย มันแค่เป็นการเกริ่นเท่านั้น O_0" ฮ่าๆๆ
ที่อยากจะเขียนจริงๆ ก็คือ ในปีที่ผ่านมาเนี่ย มีคำคำไหนที่สำคัญกับชีวิตเราบ้างต่างหาก
(เข้าเรื่องมันซะดื้อๆ อย่างงี้ล่ะ)
ปัญหา
the step to grow up!!
สังเกตตัวเองว่า ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิด สาเหตุของมันก็มาจากหลายปัจจัย แต่ว่ามันจะ
ร้ายแรงมากขึ้นเมื่อมันกระทบต่อความรู้สึก ความสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งหัวใจของเราเอง
บางเรื่องเล็กมาก แก้ง่าย แต่ความรู้สึกที่เสียไป กู้กลับมายากเหลือเกิน ต้องใช้เวลา
ความกล้าหาญ ความเด็ดเดี่ยว รวมถึงอาจต้องตัดใจ "ปลง" ไปในบางครั้ง
ปัญหาใหญ่ในปีที่ผ่านมา มันเริ่มตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เสียน้ำตาไปถังใหญ่ เพราะปัญหา
ไม่ได้เกิดจากเราเอง มันเป็นผลกระทบชิ่งมาอีกที กว่าจะผ่านช่วงนั้นมาได้ ก็เกือบแย่
ทุกวันนี้ก็ยังมีแผลในใจอยู่ ระหว่างปีส่วนมากเป็นปัญหาที่เกิดจากตัวเราเอง ทั้งเรื่อง
การสื่อสารที่ผิดพลาดทำให้แปลความไม่ตรงกัน คอนเซ็ปต์การทำงานที่เข้ากันไม่ได้
การฝากความหวังไว้ที่คนอื่นมากจนเกินไป ความรู้สึกว่าตัวเองทำงานอย่างโดดเดี่ยว
และล่าสุดความขัดแย้งระหว่าง "สิ่งที่อยากให้เป็น" "สิ่งที่เป็นอยู่" หรือ
"สิ่งที่มันควรจะเป็น"
แต่แล้ว กระแสของวันเวลาก็พัดพาทุกอย่างให้ผ่านไป บางอย่างแก้ไขได้ บางอย่าง
ทุเลาลง บางอย่างแค่สงบนิ่งรอวันปะทุใหม่ แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ
ปัญหา ทำให้เราเติบโตขึ้น เข้มแข็งขึ้น
ปัญหา ทำให้เรารอบคอบ รู้วิธีป้องกันและจัดการกับมันในคราวหน้า
ปัญหา ทำให้เราหัดเข้าใจคนอื่น ไม่ว่าจะเข้าใจจริงๆ หรือจำเป็นต้องเข้าใจก็ตาม
ปัญหา ทำให้เราเข้าใจความเป็นจริงของโลก เรียกง่ายๆ ว่า ปลง และปล่อยวาง
ปัญหา ทำให้เรารู้ว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหน ถึงยังแก้ไม่ได้ แต่ก็ยังได้รู้
และปัญหา ทำให้เรารู้ว่า ใครที่เป็นห่วง เข้าใจเรา ใครที่เป็น "คู่คิด"
และใครที่เป็น"เพื่อนแท้" :] ขอบคุณนะคะ
เข้าใจ
a Key to be together
เรื่องยากและท้าทายในการอยู่ร่วมกันคือ ความเข้าใจในสิ่งที่แต่ละคนเป็น
ปีที่ผ่านมา เราทำความเข้าใจคนอื่นด้วยการลองคิดแบบคนๆนั้นดู
ผลก็คือ เราได้รู้จักตัวตนของเค้ามากขึ้น ลดความคาดหวังในสิ่งที่เรา
อยากให้เป็นในตัวเค้าลง ยอมรับได้ว่า 3 ไม่ได้มาจาก 2+1 อย่างเดียว แต่
มันอาจจะมาจาก 9/3 หรือ 1.5x2 หรืออาจจะเป็น 97-94 ก็ได้
ไม่มีอะไรในโลกนี้จะเป็นไปอย่างที่เราต้องการทุกอย่าง ทุกคนมีเหตุผล ข้อแม้
และวิถีทางเป็นของตัวเอง การจะอยู่ร่วมกันให้ได้ ต้องยอมรับในกติกาของกันและ
กัน ถ้าเราไม่ได้คิดแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะคิดแบบนี้ไม่ได้
ต้องใจกว้าง ใจเย็น ยอมรับความเป็นจริงให้มากขึ้น ถ้าอยากเข้าใจกัน ก็อย่ามองแค่
เค้าทำอะไร แต่ลองคิดดูให้ลึกๆว่า ทำไมเค้าถึงทำแบบนี้ สนุกดี !!!
แล้วจะรู้ว่า การเข้าใจคนอื่น ไม่ยาก แต่ที่ยาก น่าจะเป็นการเข้าใจตัวเอง(ในบางขณะ)
มากกว่า 555+
ความเปลี่ยนแปลง
never be the same
ฝนเคยยกคำพระมาปลอบเราว่า ทุกอย่างในโลกล้วนมีวาระของมัน
วาระของความสุข วาระของความทุกข์ วาระของการยิ้ม วาระของการร้องไห้
วาระของความรัก วาระของความโกรธ วาระของความใส่ใจ วาระของการวางเฉย
ฯลฯ อย่าได้คิดว่า วันนี้จะเหมือนเมื่อวาน พรุ่งนี้จะเหมือนวันนี้ ทุกวินาทีมีการ
เปลี่ยนแปลงไปเสมอๆ ถึงรับไม่ได้ ก็ต้องรับให้ได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่มันต้องเป็น
ปีที่ผ่านมาบางอย่างก็โหดร้าย ทรมาน จนอยากให้จบๆไปซักที บางอย่างก็สวยงาม
หอมหวานจนไม่อยากให้มันเปลี่ยนหรือผ่านไป แต่ยิ่งยื้อก็ยิ่งทุกข์ อะไรจะเกิดก็
ต้องปล่อยให้มันเกิด แต่ขอให้สิ่งที่เรารักอยู่กับเราไปนานๆได้มั้ย อย่าไปไหนเลยนะ
(คิดได้แต่ทำไม่ได้สินะ ฮ่าๆๆๆ)
ความคาดหวัง
the harmful weapon
จากประสบการณ์ของตัวเองและคนรอบข้างทั้งที่สนิทและไม่สนิท ทำให้รู้อย่างนึงว่า
อาวุธที่ร้ายแรงที่สุดที่จะทำให้เราเจ็บช้ำปางตายได้ คือ "ความคาดหวังของเราเอง"
ความคาดหวัง เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง แต่งเอง คิดเองทุกอย่าง โดยอาจตีความ
จากปัจจัยภายนอกแต่ส่วนมากก็เป็นข้อมูลประเภท "คงจะ.." "น่าจะ..."
"อาจจะ.." "หรือว่าเค้าจะ..." เอามาผสมกับสิ่งที่เราอยากจะให้เป็น
(บางทีเราก็อาจจะเรียกให้มันเพราะน้อยกว่านั้นว่า "การคิดไปเอง")
แต่ชีวิตที่ไร้ซึ่งความหวัง มันก็ช่างแห้งแล้งสิ้นดี เพราะมันคือพลังในการ
ขับเคลื่อนให้เราทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้ความหวังที่เป็นนามธรรมนั้น เกิดเป็น
รูปเป็นร่างขึ้นมาได้ แต่ถ้ามันมากเกินไป หรืออยู่ผิดที่ผิดเวลา มันจะย้อนกลับมาหาเรา
เป็น"ความผิดหวัง" ทีนี้จะไปโทษใครก็ไม่ได้ เราคิดของเราขึ้นมาเองทั้งนั้น
ก็โทษตัวเองกันไป ยิ่งช้ำหนักเป็นสองเท่า
วิธีการบริหารความคาดหวังอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดคือ อยู่บนโลกของความเป็นจริง
ให้มากๆ (หลายคนคิดว่า สิ่งที่ตัวเองคิดเอาเอง มันคือเรื่องจริง อันนี้อันตรายสุดๆ )
อย่าตีความหมายอะไรโดยใช้บรรทัดฐานของตัวเอง เช่น ถ้าทำแบบนี้แปลว่ารัก
มองแบบนี้แปลว่าคิดถึง คนเรามันไม่เหมือนกันทุกคนหรอก เราเห็นบางคนเสียใจ
แทบเป็นแทบตายอยู่คนเดียว เพราะสิ่งที่เค้าสร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น มันน่าสงสาร
กว่าการโดนคนอื่นทำร้ายอีกอ่า T^T
อารมณ์
i am what i am
แทบทุกที เราก็มักจะปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือทุกอย่างเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน
(อันนี้หนักหน่อย)ด้วยสายงานที่ต้องใช้ความคิด(สร้างสรรค์บ้างไม่สร้างสรรค์บ้าง)
บางทีอารมณ์มันก็เป็นสิ่งสำคัญแหละ แต่ก็ไม่ทั้งหมด ถ้าไม่มีอารมณ์ทำงานจะทำไร
ไม่ได้เลย ซึ่งมันดูไม่ค่อยโปรเท่าไหร่ หรือแม้กระทั่งการเขียนบล็อก ปีนี้ เราเขียนมันน้อย
มาก ผิดความตั้งใจที่ตั้งไว้ตอนแรก บางทีอยากเขียน แต่ไม่มีเวลา พอมีเวลา ก็เขียนไม่
ออกซะงั้น พบว่า สิ่งที่ยากที่สุดคือ การทำอารมณ์เพื่อเริ่มต้นทำอะไรซักอย่าง ถ้าเริ่มได้
แล้ว มันก็จะทำได้ไปเรื่อยๆ แต่ขอย้ำว่ามันยากมากจริงๆ จนบางอย่างก็ไม่ได้เริ่มซักที
ข้อนี้ไม่ดี อยากจะแก้ แต่ก็มักจะหมดอารมณ์ก่อนทุกที (อ้าว)
M S N
Closer n' Closer
บางทีไม่ต้องคุยกัน แต่เห็นว่าออนไลน์อยู่ ก็เหมือนเราอยู่ใกล้กันแล้ว ^///^
หัวเอ็มมักจะบอกความเป็นไปของแต่ละคน บางคนที่ไปอยู่ไกลกัน เราก็ได้รู้
ว่าเค้าเป็นยังไง ตัดผมใหม่เปรี้ยวแค่ไหน รัก MSN ที่สุด มันคือสิ่งจำเป็นในชีวิตเรา
เราได้รู้จักกันมากขึ้น คุยแลกเปลี่ยนเรื่องราว เหมือนเราไม่ได้ห่างกัน
มันอาจจะดีเท่าการพูดคุยจริงๆไม่ได้ แต่บางทีมันก็ทำให้เราคิดให้ดีก่อนที่จะบอกอะไร
ออกไป บางทีปากมันพล่อย แต่ตัวหนังสือเราได้เห็นก่อน ได้อ่านมันก่อนที่จะส่งไป
และ การออนไลน์สำหรับเรามันหมายความว่า เรายังมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้
(เคยเขียนไปแล้ว และก็ยังคิดแบบนี้อยู่)
ขอบคุณ Microsoft ที่ทำให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น!!!
Communication Error
less talk,more understand???
เรามักคิดว่าสนิทกันแล้ว คุยกันมาเยอะแล้ว ทำงานเข้าขากันแล้ว จะเข้าใจกัน
ไปทุกเรื่อง ส่วนใหญ่จะใช่ แต่บางทีก็ผิด และผิดอย่างร้ายกาจซะด้วย ฮ่าๆๆๆ
บางครั้งเราเองก็ประมาท คิดว่าต่างฝ่ายต่างเข้าใจกัน เพราะก็เข้าใจกันมาตลอด
แต่ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เช่น ต่างฝ่ายต่างคิดว่า อีกคนนึงทำงานชิ้นนี้
แล้ว พอถึงวันต้องส่ง ก็ไม่มีงานส่ง หรือ นัดกันผิดที่ เพราะฝ่ายนึงคิดว่าอีกคนรู้แล้ว
อีกฝ่ายก็มั่นใจว่าคนนู้นอยู่ที่นี่แน่ๆ แต่ดันเป็นคนละที่กัน (แป่ว)อาจวิกฤตในตอนที่
เกิดเหตุ แต่สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นเรื่องขำ ไว้อำกันต่อได้ ปีที่ผ่านมาเป็นบ่อยสุดๆ
ประจำเลย อันนี้ไม่มีอะไรร้ายแรง แค่ปีนี้จะพยายามพูดในสิ่งที่จำเป็น ให้ข้อมูล
ที่สำคัญและรอบคอบให้มากกว่านี้
HOLGA
My New World :]
มันคือโลกใบใหม่ เป็นของรักของหวง ที่เอาติดตัวไปทุกที่ ทุกครั้งที่กดชัดเตอร์
มันมีความหมาย (เพราะฟิล์มม้วนนึงถ่ายได้น้อย ต้องคิดให้ดีก่อน 55+)ตื่นเต้นทุกครั้ง
ที่ไปเอารูปที่ร้าน เห็นรูปออกมาสวยก็จะดีใจมาก ลัลลาสุดๆ แต่ถึงยังไงเราก็ยังชอบถ่าย
Portrait อยู่ดี Lomo ของเราก็จะเต็มไปด้วยหน้าคนๆๆๆ อิอิ ถ่ายดิจิตอลจนชิน
ทำให้เราเป็นคนใจร้อน ถ่ายปุ๊ปรู้เลยว่ารูปเป็นไง แต่อันนี้ต้องรอ ต้องใจเย็น อดทน
ภาพตุ่นๆ มัวๆ ของโฮลก้า มันได้ฟิลล์ชะมัด!!หลงรัก Medium Format กับ
Vignett เข้าเต็มที่ ปีนี้จะพาไปเที่ยวบ่อยๆนะ น้องโฮลก้า :)
ติด
addicted!!
notebook|MSN|Hi5|iPhone|น้องขาว|SMS|HOLGA|
คัตโตะ |จ๊อบ|โอ๋ |ปอ|พี่บิ๋ม |บุ๋ม (คิดถึงๆ)|จิจิจิ |โค้ด|
Lipta Band&Lipta Mission|บัว-ฝน-แคท-ฟาง|พี่เหนือ|
จานแก๊ป|eye liner|ขนตาปลอม|Smashbox Tint(Fon's)|
เสื้อผ้า Vintage|รองเท้าส้นสูง|ลิปสติกสีนู๊ด|ที่หนีบผม|โลชั่นสตอเบอรี่|
Victoria Secret Body Splash :)|Bath&Body Work
Hand Gel(ปอให้ๆๆ)|ไพ่|บ่อนสีลม|บ่อนลาดพร้าว|siam square|
Suanlum Night Bazzar|Zen|ขนมหวานสีๆทุกชนิด|polar ice|
Cola Lime Frost ที่ Vanilla|Trust Me|Milk Tea Freeze|
กิมจิผัดไข่|เต้าหู้ทรงเครื่อง|โดนาเบะ|โอโตยะ|ซีซ่าร์สลัด |Saturday Night|
Sweet&Cheese popcorn หน้าโรงหนัง|Foodland หลังตีสอง|
ชาเก๊กฮวยโคคา|adobe photoshop&illustator|LOMOlization|
บ้าระห่ำ|คนจริง|การท้าทายกับตัวเอง|H A P P I N E S S !!!
ทั้งหมดคือสิ่งที่ "ติด" มาก และทั้งหมดนี้ เราเรียกว่า "ความสุข"
สังเกตตัวเอง ว่าเป็นคนประเภท "เสพติดความสุข"
อะไรที่ชอบ หรือ อะไรที่ใช่กับตัวเอง ก็จะอัดเต็ม ไม่มีกั๊ก
ก็เมื่อความสุขมันอยู่ตรงหน้าแล้ว เราจะปฏิเสธมันทำไมล่ะ??
พรุ่งนี้จะเป็นยังไงก็ยังไม่รู้ รู้แต่ว่าถ้าวันนี้มันมีเรื่องดีๆ เราก็คงไม่ปล่อยให้มันเลยผ่านไป
โดยที่ไม่มีเราอยู่ในนั้น ... เคยทำใจแข็งหลายครั้ง แต่ไม่เคยสำเร็จซักที
โบราณบอกว่า ให้ อดเปรี้ยว ไว้กินหวาน
แล้วอะไรที่มันจะการันตีว่า พรุ่งนี้มันจะหวาน หรือแม้แต่ จะมีพรุ่งนี้ให้เรารึป่าวก็ยังไม่รู้
ตราบใดที่เรายังรู้ตัวว่า เราทำอะไรอยู่ และยอมรับผลของความไม่แน่นอนของอนาคตได้
อยากทำอะไรเราจะทำ เพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายว่าทำไมวันนั้นไม่ทำลงไป
คนจริง
workaholic ยิ่งโตขึ้น ก็สังเกตตัวเองได้ว่า เป็นคนจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ เรามักจะจริงจังกับเรื่องงาน
อะไรก็ตามที่เราจัดประเภทว่าเป็นงาน เราจะทำมันอย่างมุ่งมั่น ไม่ว่าจะเป็น งานประจำ
งานดีเจ งานทำขำๆช่วยเพื่อน งานที่ไปอาสามาทำเอง ทุกอย่างต้องดี และ ดีที่สุด
จะไม่มีการทำผ่านๆไป ฟังดูเหมือนจะดี แต่บางที ทำไปแล้วมามองย้อนไปดูตัวเอง
ก็ตกใจเหมือนกัน ว่าทำไมต้องจริงจังขนาดนั้นด้วย คนอื่นๆ จะมองว่า เราดุ
จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ดุอะไรหรอก ช่วงเวลานั้นอาจเป็นช่วงที่เรากำลังจริงจังกับอะไรซักอย่าง
อยู่ก็เป็นได้ เวลา relax ก็มีนะ ฮ่าๆๆ
อีกอย่างที่แอบภูมิใจตัวเองนิดหน่อย คือ รู้สึกว่า ตัวเองเป็นคนพูดจริงทำจริง ถ้าอะไรที่
บอกว่า ได้ ก็จะต้องทำให้ได้ และต้องทำให้ดีที่สุดด้วย ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนก็ตาม
จะไม่มีการรับปากไปส่งๆ ถึงบางอย่าง จะบ้าบื่น ระห่ำไปหน่อยก็เหอะ ถ้าลองตั้งใจว่าจะทำ
แล้วก็จะเดินหน้าทำๆๆไป กล้าทำไม่กลัวเจ็บ
ปีนี้จะทำหน้าโหดให้น้อยลง บอกไว้ก่อนว่า บางทีก็ไม่ได้ทำ มันเป็นของมันเอง แต่จะ
เตือนตัวเองบ่อยๆ แล้วกัน
2talk
my precious
คำนี้มีอิทธิพลกับชีวิตเรามากในปีที่ผ่านมา และปีต่อๆไปด้วย มันคือช่วงเวลาของการทำงาน
ที่น่าภาคภูมิใจ และมีความหมายสำหรับเรามากๆ มีเหตุการณ์เยอะแยะเกิดขึ้น ตั้งแต่เรื่อง
ที่ดีที่สุด ถึงเรื่องที่เศร้าที่สุด แต่เราก็ผ่านมันมาได้ "ด้วยกัน" ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นยังไง
หรือจะเกิดอะไรขึ้น เราจะขอเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมเล็กๆ นี้ตลอดไป :)
ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา...
และทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วย !!!!
ปล. เอนทรี่นี้ตั้งใจว่า จะเขียนให้จบก่อนปีใหม่ แต่ก็ยืดเยื้อจนได้ 55+
Note
Happy New Year 2009 to All...and you,Parii keep trying your best na
October 27 you are a GIFT :)แล้วก็ผ่านไปอีกปี ...
21 ตุลาคม 2551
My Perfect Birthday!!!
(20 ตค. 23.30) ฝน บัว มาดักซุ่มรอที่หน้าออฟฟิต ตามธรรมเนียมของแกงค์ชะนี
พร้อมอุปกรณ์บำรุงผม.. ปีที่ 11 แล้วว่ะ ที่เราร้องแฮปปี้เบิร์ธเดย์ใส่กัน เกิน 1 ใน 3
ของชีวิตแล้วและมันจะเป็นอย่างงี้ตลอดไป รักพวกมึงมาก you are my Family :]
(00.00 am)
ขอบคุณมากค่ะ >> you are the fist one of my day ka !!
เริ่มกิจกรรมแรกของวันด้วยงานที่รัก จัดรายการพอดี ได้รับ sms จากคนฟังเยอะมาก
จัดรายการไปหน้าบานไปแฮะ (จากที่บานอยู่แล้วก็บานขึ้นไปอีก อิอิ) พร้อมกับ sms
เข้ามาในมือถือตัวเอง จาก จ๊อบ อั้ม ปาล์ม ปลาทอง เดียร์ ฯลฯ และข้อความทาง
msn จากหลายๆคนที่เรารัก happy~!
รวมถึงโทรศัพท์สายพิเศษจากอ๊อฟน้อย (อยากบอกว่าคิดถึงเหมือนเดิมจ้ะ)
ขอบคุณอิ๋ว สำหรับของขวัญชิ้นนี้
ฐานิโทรมาร้อง HBD ให้ฟัง รักมากกกกก
ตอนเช้ากลับบ้านไปทำบุญกับแม่ (ปีที่แล้วไม่ได้ไป) กอดแม่ครั้งแรกในรอบหลายๆ
เดือน(ถามว่า...ทำไมอ้อน..แหะๆๆ) แม่ให้ยืมน้อง wish อาทิตย์นึงเป็นของขวัญ
วันเกิด 55+ เสร็จโจร!! ไปคุยกะพ่อให้พ่อตบกบาลทีนึง แทนคำอวยพร อิอิอิ
น้องเปรี้ยวโทรมาหา ดีใจมาก น้องสาวที่น่ารักที่สุดเสมอ รักๆๆๆ
พี่บิ๋มตั้งกระทู้ HBD ให้ในบอร์ดลิปตา มีน้องๆมาอวยพรเต็มเลย น้ำตาจะไหล
บ่ายสองมีสัมภาษณ์เอเอฟ 5 (น้องรอนน่ารักขึ้นเยอะๆๆ) โดนสัมภาษณ์
TrueMomentด้วย ทำไมได้ออกทีวีตอนเน้~~~i'm fat but happy.
ก็ด่ะๆๆ T^T
ขับรถไปงาน Kunitar Fashion Show จ๊อบเอาสมุดมาให้ เป็นเล่มที่วันก่อนเรา
เพิ่งไปหยิบดูแล้วบอกว่ามันน่ารักดี คนซื้อให้ออกปากว่ารู้ทั้งรู้ว่าไม่ค่อยได้ใช้สมุด
แต่ก็ยังซื้อมาให้ Thanks,my lil' bro!!
(ดี..จะไว้เขียนด่าแกตอนแกหายหัวไป ดีมั้ย 555)
![]() ![]() ![]() photo by :: Thani*
งานสนุกดี แอบหิวข้าวเล็กๆ
แทนพาไปเลี้ยงข้าว มื้ออร่อยที่สุดของวัน :) ข้าวต้มตรงเจริญรัถ เจ๋งมาก แซ่บ!!!
ปิดท้ายวันด้วยการขับรถไปส่งฐานิ กะ จ๊อบ ที่บ้าน ชิววววว~!
กลับมาเปิด hi5 โอ้วว ไม่เคยได้รับ comment เยอะเท่านี้มาก่อน น่าจะซัก 300
ได้ ทั้งจากเพื่อน คนฟัง รุ่นพี่รุ่นน้อง รวมถึงคนที่ไม่รู้จัก ขอบคุณๆๆ
(22 ตค.) ไปงานเปิดร้านปอ เสร็จแล้วเราก็ชวน หม่าม้า โค้ด โอ๋ จ๊อบ พี่บิ๋ม งา
คัต ไปกินข้าวกันที่ร้านรถเสบียง อาหารอร่อยมากกก หม่าม้าคัตเลี้ยงข้าวพร้อมกับ
คำอวยพรที่เราอยากได้ยินที่สุด :) What a wonderful MOM you are ka!!
ขอบคุณค่า.. ก่อนกลับแวะไปทำบุญที่วัดหัวลำโพง ก็ดีนะ ได้ทำบุญร่วมกันหลายๆคน
รู้สึกดี แถมแก้อาการเพ้อเจ้อได้ด้วย...อย่างน้อยก็แปปนึง ฮ่าๆๆๆ
(25 ตค.) ได้รับของขวัญชิ้นแรกของปีนี้ (เพราะคนให้เค้าบอกไว้ก่อนแล้วว่า
จะให้อะไร) เป็นของที่อยากได้มาตลอด...
HOLGA !!! HOLGA !!! สีรุ้งด้วย เริ่ดเร่มากๆๆ เป็นก้าวแรกที่งดงาม
สู่ LOMO Society จริงๆ ชอบมาก รักสุดๆ ขอบคุณ cuttO & Natty ค่ะ
(มาเป็นแบบให้ถ่ายรูปซะดีๆ)
ฐานิ ซื้อกระเป๋าสีแดงมาให้ แร๊งงง~! นี่หละ คุณค่าที่ดิชั้นคู่ควร 55+
จริงๆ แล้ว เราเป็นคนที่ชอบได้รับของขวัญ ติดใจอาการลุ้นๆ เวลาแกะกระดาษ
ห่อของขวัญออกมาดูว่าข้างในกล่องเป็นอะไร ไม่ได้อยากเซอร์ไพร์สอะไรหรอก
แต่เราชอบตรงที่ว่า ของขวัญมันสะท้อนว่า คนที่เอามาให้ เค้ามองเรายังไง อะไร
ที่เค้าคิดว่ามันเหมาะกับเรา และของขวัญทุกชิ้นที่เราได้ เราก็รักมันทั้งนั้น
คิดแบบนี้มาตลอด ว่านี่แหละ ความหมายที่แท้จริงของคำว่า "ของขวัญ"
ปีนี้ มีคนถามเราว่า "วันเกิดอยากได้อะไร" ด้วยเหตุผลที่ว่า
อยากให้อะไรที่อยากจะได้จริงๆ ...มันเป็นคำถามเบๆที่ตอบยาก เพราะเราก็ไม่คิด
จะตอบด้วย ของขวัญก็คือของขวัญ เหมือนตักบาตร อย่าถามพระนั่นแหละ
แต่สุดท้ายเราก็บอกไปจนได้ แล้วก็ได้สิ่งนั้นมาจริงๆ ไม่มีมุข ไม่มีเซอร์ไพร์สอะไร
ทั้งนั้น ยื่นให้กันตรงๆ นี่หละ รู้อยู่แล้วว่าอะไร แต่ก็ชอบใจ แฮปปี้มาก ๆๆๆๆ
คุณทำให้ความหมายของ "ของขวัญ" เปลี่ยนไป :]
เลิกกะเกณฑ์ว่าเราต้องลุ้นว่าของในกล่องจะเป็นอะไร
หรือเป็นการได้ของที่อยากได้จริงๆ
เพราะหัวใจสำคัญของของขวัญ อยู่ที่ความใส่ใจของคนให้มากกว่า
ใส่ใจกับวันหนึ่งวันธรรมดา เวลา 24 ชั่วโมงที่ดูเหมือนจะไม่ได้มีความพิเศษ
อะไรในสายตาคนอื่น แต่ข้าวของหรือแม้แค่ความปรารถนาดีเล็กๆ ที่ทุกคน
ส่งมาให้ มันเติมเต็มให้วันหนึ่งวันนี้สมบูรณ์แบบและเต็มไปด้วยความสุขจริงๆ
ถามว่า..ของขวัญที่ถูกใจที่สุดคืออะไร..?? ตอบง่ายมาก
....
YOU ARE A GIFT :]
26 ตุลาคม 2551
9.21 am
บนเตียง~!
[note] Birthday Blog ปีที่แล้ว
"ขอให้เรามีความสุขเท่านี้ตลอดไป"
September 15 เพราะใส่ใจ..การที่เราบอกว่า "เรารู้จักคนคนนี้" "เราเข้าใจคนคนนี้"
พอเอาเข้าจริงๆ แล้ว เรารู้จักคนคนนี้ จริงๆรึป่าว
เข้าใจเค้าแบบไหน...
เข้าใจอย่างที่ "เราเข้าใจ"
หรือ เข้าใจ "อย่างที่เค้าเป็น"
ลองขึ้นชื่อว่า "เข้าใจ" มันก็ดีทั้งนั้น แต่ว่าความเข้าใจทั้งสองอันนี่มัน
ต่างกันตรงไหน จากตำรา "108 วิธีเข้าใจโลก" โดย Parii Hilton
เค้าว่าไว้ว่า
อย่างแรก เข้าใจอย่างที่เราเข้าใจ
อันนี้ไม่ยาก เพราะมันใช้มาตราฐานของสังคมมาตัดสิน บวกกับมีมนุษยธรรม
และการเอาใจเค้ามาใส่ใจเราอีกนิดหน่อย ส่วนมาก ความเข้าใจแบบนี้ เกิดจาก
การเคยมีประสบการณ์ร่วมกับสิ่งนั้น หรือเคยผ่านเหตุการณ์คล้ายๆ อย่างงี้มาแล้ว
บางอย่างเราเองอาจจะไม่เคยเจอแต่ก็พอจะอนุมาณ หรือใช้ คอมมอนเซนส์ใน
การเป็นเพื่อนมนุษย์เข้าใจ และจินตนาการไปถึง บทสรุปของมันจะออกมากลางๆ
แบบที่ทุกคนยอมรับได้ ข้อนี้เจอได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วง
Little Big Problems ที่จัดอยู่กับพี่บุ้ง เจริญ ทุกวัน พฤหัส ศุกร์ นั่นแหละ
"พี่คะ..หนูเลิกกับคนคนนี้ไปแล้ว เค้าร้ายกับหนูมากเลย ตอนก่อนเลิกกัน
เค้าทั้งโกหก มีคนอื่น ยืมตังค์ก็ไม่คืน เตะหมาหนูด้วย แต่หนูก็ยังคิดถึงเค้าอยู่
ลืมเค้าไม่ได้ซักที นี่ก็สามปีมาแล้วนะคะ พี่ว่าหนูควรทำไงดีคะพี่ ??"
ถ้าพูดกันตามสิ่งที่มันควรจะเป็นก็คือ
"น้องคะ เลิกคิดถึงเค้าไปเหอะ หนักแล้วตาคนเนี่ย
เค้าทำร้ายจิดใจหนูขนาดนี้ หนูยังจะไปคิดถึงเค้าทำไม มองไปข้างหน้า หาคนใหม่
ที่เค้ารักหมาหนูด้วย ดีกว่านะคะ อย่ามัวจมปลักกับสิ่งไม่ดี แถมมันยังเป็นสิ่งที่ผ่าน
ไปแล้วอีกต่างหาก สวยเลือกได้อย่างเรา เดี๋ยวก็เจอคนดีๆ ค่ะ ลืมเค้าซะลูก"
แต่ถ้าตอบแบบเข้าใจ
"อืมม.. พี่เข้าใจนะคะ คนเราถ้ามันรัก ยังไงมันก็รัก ต่อให้เค้าร้ายกับเราซักแค่ไหน
แต่พี่เชื่อว่า ลองเราเลือกเค้ามาเป็นแฟนได้ แสดงว่า เค้าจะต้องมีข้อดีที่ถูกใจเรา
ผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบแบดบอย พี่เข้าใจค่ะ แต่พอมาถึงจุดนี้แล้ว ก็คงต้องอาศัยเวลา
ซักหน่อย นี่แค่สามปีเอง บางคนใช้เวลาเป็นสิบปีเพื่อจะลืมใครซักคน ยังทำไม่ค่อยจะ
ได้เลย ไม่แปลกค่ะ ไม่ต้องรีบร้อนที่จะลืมเค้า ถ้าเราจะต้องทรมานเมื่อคิดถึงเค้าบ้าง
แต่พี่เชื่อว่า เวลาจะช่วยให้ทุกอย่างบรรเทาลงเอง ระหว่างนี้ก็เปิดใจรับคนใหม่ๆ เข้ามา
แต่ก็ไม่ต้องรีบเหมือนกัน ค่อยๆ ศึกษากันไป อย่าปิดตัวเองนะคะ"
จากเคสนี้ อาศัยประสบการณ์ตรง จากตัวเองและคนรอบข้างมาเป้นองค์ประกอบใน
ความเข้าใจ บางอย่างมันเป็นเรื่องของวัยด้วย ตอนนี้อาจจะไม่เข้าใจ ต้องอีกซัก
สองหรือสามปีข้างหน้า จะเข้าใจได้เอง
ข้อดีของความเข้าใจแบบนี้ คือ มันทำให้เราเข้าใจโลก ยอมรับความจริงได้ และ
ไม่มองอะไรแค่ด้านเดียว
ข้อเสียของความเข้าใจแบบนี้ คือ ด้วยความที่ความเข้าใจแบบนี้ มันยืนอยู่บน
บรรทัดฐานที่เราเองก็"ยอมรับมันได้"ด้วยเช่นกัน มันจึงไม่เฉพาะเจาะจง บางทีคนเรามี
เหตุผลยิบย่อยอีกมากมายในการตัดสินใจทำอะไรลงไปซักอย่าง ดังนั้น กับบางเรื่อง
เราจะรู้สึกว่า ความเข้าใจของเรามันสูญเปล่า เพราะคนรับเค้าไม่ได้เป็นอย่างนั้น หรือ
เค้ายังคงเลือกทำในสิ่งที่เราและคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ หรือ "รับไม่ได้" อยู่ดี
อย่างที่สอง เข้าใจอย่างที่เค้าเป็น
ข้อนี้ยากมาก เพราะมันเป็นเรื่องของความเฉพาะเจาะจง ต้องเข้าใจเค้า
บน"บรรทัดฐาน"ของเค้าคนนั้น ไม่ใช่ของตัวเอง ดังนั้น ความเข้าใจอันนี้ แทบจะไม่ใช้
ความคิด ประสบการณ์ ความเข้าใจส่วนตัว หรือบรรทัดฐานของสังคมใดๆ เข้ามา
เกี่ยวข้อง บทสรุปของมันอาจะเป็นบทสรุปที่ คนอื่นๆ ไม่เข้าใจ หรือ รับไม่ได้
แต่มันคือสิ่งที่เค้าเป็น จะด้วยนิสัย พื้นฐานทางครอบครัว สังคมรอบข้าง งาน หรืออะไร
ก็ตามที่หล่อหลอมเค้ามาเป็นแบบนี้
การที่จะทำความเข้าใจในสเต็ปนี้ได้ ต้องอาศัยเวลาในการทำความรู้จัก คือต้องสนิทกัน
ว่าง่าย ๆ แต่บางทีการใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากๆ ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะเข้าใจในแบบนี้
ได้เลย ต้องช่างสังเกต และ "ใส่ใจ" ด้วย
วิธีการนี้ ต้องใจเย็น และใจกว้าง อยู่บนโลกของความเป็นจริงให้มาก ๆ ต้องยอมรับ
ให้ได้ว่า คนเราสามารถคิดแบบนี้ ทำแบบนี้ได้ จากนั้น ลองคิดว่า เราคือคนคนนั้น
อย่าลืมว่า ต้องคิดแบบเค้าคนนั้น ห้ามคิดแบบเรา การเอาใจเค้ามาใส่ใจเราในกรณีนี้
อาจใช้ได้ไม่มาก เพราะถ้ามันผ่าน "ใจเรา" ความคิดแบบเรา จะติดมาด้วย
ถ้าทำแบบนี้ได้ จะประหลาดใจมากว่า เราสามารถคาดเดาได้เลยว่า ในสถานการณ์แบบนี้
คนคนนั้นจะต้องทำแบบนี้ รู้แม้กระทั่ง จะพูดคำคำนี้ออกมา แล้วส่วนมากมันจะตรง!!!
อ่านมาถึงตรงนี้ อาจมีบางคนเริ่มกลัวเรา (ฮ่าๆๆ)จะบอกว่า เราไม่ใช่แม่มด(ฮี่ๆๆๆ)
การคาดเดาของเราก็ไม่ได้ถูกไปซะหมดหรอก บางทีก็ผิดนะ และสิ่งที่เรารู้เราเราก็
ไม่ได้พยายามไปขวนขวายหามาจากที่ไหน แต่เราเก็บมาจากเวลาที่เราได้ใช้ร่วมกัน
นี่แหละ เราสนิทกับคนไม่มาก แต่ถ้าสนิทแล้ว เราจะใช้ความเข้าใจแบบนี้กับเค้า และจะรู้เลยว่า ใครจะทำอะไรยังไง ...
ทำไมบางที เราพูดพร้อมกัน จังหวะเดียวกัน ด้วยน้ำเสียงเหมือนกัน
ทำไมชั้นไม่แปลกใจที่วันนึงจู่ๆแกคิดเปลี่ยนไปนับถือพระเจ้า ทั้งๆที่บ้านแกเป็นพุทธที่เคร่ง
ทำไมชั้นรับได้ ที่เด็กเนิร์ดอย่างแกจะกินเหล้าเมาอ้วก แล้วเช้ามาก็กลับไปเนิร์ดอย่างเดิม
ทำไมเรายื่นทิชชู่ให้ในเวลาที่คุณกำลังคิดจะเดินไปหามันพอดี
ทำไมอยู่ๆ เราถึงถามว่า ของขวัญที่คุณให้สองคนนั้น สลับกล่องกันใช่มั้ย
ทำไมเราถึงบอกว่าเราเดาได้ว่าคุณจะไปที่นี่ เวลานี้ๆ
ทำไมเราไม่ตกใจเวลาที่คุณตัดสินใจทำอะไรประหลาดๆ ฯลฯ ฯลฯ
ก็เพราะว่า "ใส่ใจ" ไงล่ะ ถึงได้ "เข้าใจ"
แต่ไม่ต้องกลัวว่า เข้าใจแล้วจะครอบงำหรือล่วงล้ำ เพราะพื้นฐานก็คือ เข้าใจว่าใคร
เป็นแบบไหน มีลิมิตยังไง และควรทำยังไงกับใครคนนั้นดี
ข้อดีของความเข้าใจแบบนี้ คือ จะทำให้เราเข้าใจคนอื่นแบบลึกซึ้งมาก เรียกได้ว่า
ผ่านสเต็ปนี้ไปได้ ก็พร้อมจะเข้าใจคนทั้งโลกแล้วล่ะ รู้จักขอบเขตของความคาดหวัง
และรู้สึกปกติกับความผิดหวังที่อาจจะได้รับ ยอมรับความเป็นจริง ใจกว้างมากขึ้น
ถึงจะยาก แต่สนุก แล้วจะได้ค้นพบว่า ยังมีเหตุผลอีกมากมายในโลกนี้
ที่มันเป็นไปได้
ข้อเสียของความเข้าใจแบบนี้ คือ คนอื่นอาจมองว่าเราเข้าข้าง ตามใจ หรือคิดแทนเค้า
มากเกินไป และอาจทำให้คนนั้นกลัวเรา หรือ..
บางทีเราก็กลัวตัวเองด้วย (ทำไมเดาถูกวะ!!)
เห๋ยยย....กลัวมากกกกก ฮ่าๆๆ
ปล.ขอบคุณชะนีทั้งหลาย เพราะเราไม่เคยเมาท์กันแบบผิวเผิน เลยปลูกฝังกันเองให้
เกิดความคิดแบบนี้ และพวกแกคือส่วนสำคัญของทฤษฎีนี้ล่ะ!!
กลุ่มชะนีอุดมปัญญา..วงสนทนาที่สนุกที่สุดในโลก
ปล.มีบางคนจะรู้จักกันมากเกินไปถึงขนาดขยิบตาทีเดียวก็รู้แล้วว่าคิดยังไง จะมากไป
ป่าวห๊ะ..แปะ!! ปล.เราเชื่อว่าคุณจะไม่ตีความผิดกับสิ่งที่เราบอกไป เพราะทุกเรื่องถึงเรื่องที่ยากกว่านี้
เราก็เข้าใจถูกกันมาตลอด หรือบางอย่างที่คุณชอบพูดแซวหรือล้อเลียนออกมา
มันก็เกิดจากความเข้าใจในแบบที่สองนะเราว่า ;P
ปล. เอนทรี่นี้เขียนรวดเดียวจบ แซงบล็อกที่เขียนค้างๆ ไว้เยอะหลายเรื่องมาก
มันต้องคิดแล้วเขียนเลยสินะ ถึงจะจบได้ -_-"
ปล. เหมือนจะได้ทำอะไรใหม่ๆ รู้สึกตื่นเต้นและ active มากๆ ^^ August 03 หวังว่า...เมื่อวานเป็นอีกวันที่เหนื่อยจริงๆ กิจกรรมทับซ้อนกันจนงง
นัดถ่ายรูปดีเจ เป็นโปรดิวเซอร์รายการทูทอค แล้วยังต้องจัดรายการเองอีก
แค่นึกภาพเห็นตัวเองวิ่งเป็นลิง ก็เหนื่อยตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแล้ว
แล้วมันก็เป็นอย่างงั้นจริงๆ
การวิ่งขึ้นลงบันไดสองชั้น แต่หลายๆ ครั้งติดๆกันนี่ มันก็เอาเรื่องอยู่
...สยามวันเสาร์นี่ คนจะมารวมตัวกันเยอะไปมั้ย
... ที่จอดรถหายากไปรึป่าว?
ไหนเรื่องเวลาที่จะต้องฟิกซ์ เพราะตารางมันบังคับอยู่
แต่ก็นั่นแหละ เรื่องแค่นี้ สุดท้ายแล้ว ยุ่งแค่ไหน มันก็จะผ่านไปได้ทุกที
มีเรื่องอื่นที่ลำบากกว่านั้น ...
ตั้งแต่เด็ก แม่เลี้ยงเรามาแบบไม่เคยดุ ไม่เคยตีซักแปะ
แต่ถ้าต้องมอบโล่ห์ดีเด่นให้กับแม่ซักคนบนโลกนี้
จะขอเสนอชื่อแม่เป็นคนแรกเลย เพราะแม่ไม่เคยห้าม
เวลาที่เราจะทำอะไร ไม่ว่าจะหลุดกรอบแค่ไหน
จะไม่เคยมีคำว่า ไม่ ออกมาจากปากแม่ เรียกได้ว่า แม่เป็นสุดยอดคุณแม่
ที่เคารพการตัดสินใจของคุณลูกมากๆ แล้วถ้าเกิดว่า สิ่งที่ทำลงไปมันผิด
มันพลาด แม่ก็จะไม่เคยดุซ้ำ แต่จะบอกว่า เห็นมั้ยจ๊ะ นี่คือผลของ
สิ่งที่ลูกได้ทำลงไป ถ้าหนูเจ็บ คราวหลังหนูอย่าทำอีกนะลูก
แล้วเราก็จะจำ ไม่ทำสิ่งนั้นอีก
และสิ่งนี้ มันปลูกฝังให้เราโตมากับความคิดที่ว่า
“ในโลกนี้ไม่มีใครทำอะไรผิด คนทุกคนมีเหตุผลเป็นของตัวเอง ทุกคนมีสิทธิ
ทำตามข้อแม้ของเค้า จงเคารพการตัดสินใจของผู้อื่น ถึงแม้ว่าผลที่เกิดขึ้นจะ
กระทบกระเทือนต่อคนอื่นๆอย่างไรก็ตาม แต่คนที่เสียใจที่สุด และรู้ดีที่สุด
ก็คือตัวของเค้าคนนั้นเอง”
แต่เวลาทำงาน บางอย่างมันก็ต้องเด็ดขาด งานก็คืองาน ไม่ใช่
แค่เราคนเดียวที่จะทำงานนี้ให้สำเร็จได้ ยังมีคนอีกมากที่เกี่ยวข้อง
บางทีคนอื่น ก็ไม่ได้คิดแบบเรา
แต่ว่าไอ้เราก็ตัวแค่นี้ ไม่ค่อยมีใครมองเห็น จะไปทำอะไรใครเค้าได้
ถ้าจะมีคนผิด ก็เรานี่เองแหละ
ผิด... ที่ไม่วางแผนให้ดี
ผิด...ที่ไม่คิดเผื่อเหตุผลของคนอื่น
สุดท้ายก็ต้องมานั่งบอกกับตัวเองว่า โทษใครไม่ได้ ก็จงโทษตัวเองเถอะ
หรือแม้กระทั่ง โทษตัวเองเถอะ ว่า จะหงุดหงิดไปทำไม อย่าไปตำหนิคนอื่น
เพราะเจ้าตัวเค้ารู้ และเค้าได้ถูกลงโทษด้วยความรู้สึกผิดมากพอแล้ว
บางเวลามันทำแสนยาก เมื่อเราต้องอยู่ตรงกลาง
ระหว่างความคิดแบบนี้ กับสิ่งที่มันควรจะเป็น
ยาก..จนน้ำตาตก
ผลก็คือ
ถ้าเจ้าตัวไม่รู้ เราก็ต้องมานั่งน้อยใจอีก ว่า การที่เราโทษตัวเอง
เพื่อไม่ต้องตำหนิเค้า มันไม่ได้เกิดผลอะไรเลย เหมือนเราต้องโทษตัวเองฟรีๆ
(แต่ก็นั่นแหละนะ ไม่มีใครใช้ให้ทำแบบนี้นี่นา ทำตัวเองทั้งนั้น)
อันนี้ก็จบลงที่ เราได้แต่หวังว่า วันนึง เค้าจะรู้
ถ้าเจ้าตัวรู้สึกผิด มันก็จะดีตรงที่ว่า เราไม่ต้องเคืองใจกันไม่ต้องมาว่า
มาตำหนิกัน และคราวหน้า ความผิดพลาดมันก็จะไม่เกิดขึ้นอีก
แล้วบางที กับบางคน มันก็ซับซ้อนไปอีกว่า เมื่อเค้ารู้สึกผิดในสิ่งที่เค้าทำแล้ว
คนที่เสียใจมากกว่า กลับเป็นเราเอง เพราะเราทำให้เค้ารู้สึกผิด
...อันนี้ทรมานใจที่สุด
และจบลงที่การหวังว่าเค้าจะเข้าใจ ว่าถ้าเรื่องนี้มีผลต่อเราคนเดียว
เค้าจะไม่ผิดอะไรเลย และไม่มีวันผิดด้วย
เอนทรี่นี้เข้าใจยาก แต่ก็หวังว่า อ่านแล้วคงจะเข้าใจเรามากขึ้น
แต่ถ้าไม่...ก็ไม่เป็นไรค่ะ
เข้าใจว่าทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง และมีสิทธิจะคิดอะไรยังไงก็ได้
ซึ่งเราเคารพสิทธินั้นเสมอโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
และไม่มีผลต่อความรู้สึกในส่วนอื่นๆที่นอกเหนือจากเรื่องนี้ด้วย : )
แม่จ๋า...ขอบคุณนะจ๊ะ ที่สอนให้หนูเป็นคนแบบนี้
ปล. ไม่ได้ประชด คิดอย่างงี้จริงๆ
ปล. การไม่มีอินเตอร์เน็ตในห้อง ทำให้รู้สึกเหงามากขึ้น อยากทำอะไรก็ทำไม่ได้
เมื่อไหร่จะซ่อมเสร็จซักที ><~~
May 15 ชีวืตสนุก-สนุก!!ช่วงนี้รู้สึกสนุกกับชีวิตตัวเอง !!! มีอะไรมาให้เล่น ให้ลอง ให้เอ็นจอยหลายอย่างมาก
- Buddy
เหมือนย้อนเวลากลับไปช่วงมหาลัยอีกครั้ง กับการมีเพื่อนซี้ ชวนกันไปทำอะไรบ้าๆบอๆ
จำได้ว่าตอนปีหนึ่ง เราสองคนจะต้องไปถ่ายสติ๊กเกอร์กันที่สยามแทบทุกเย็น สวยบ้าง
ทุเรศบ้าง จำเซ็ทนั้นได้แม่นมาก ที่ใส่วิกผมม้าแล้วหน้าเหมือนกอริล่า โคตรฮา!!
เวลาผ่านไปเกือบๆสิบปี เหมือนวงจรอันนั้นมันกลับมาอีกครั้ง เรากะบัว กลับมาผนึกกำลัง
กันใหม่ ทำให้รู้เลยว่า ถึงจะมีบางช่วงที่เราห่างกันไปบ้าง แต่จิตวิญญาณของเราไม่เคยห่างกัน
เรายังคงเป็นสมองและหัวใจแทนกันและกันได้อยู่ บางทีคนนึงคิด แต่อีกคนพูดออกมาโดย
ไม่ได้นัดกัน อยากไปในที่เดียวกัน อยากกินอะไรแบบเดียวกัน เคยทดสอบหลายทีแล้ว
ไม่เคยพลาดเลยซักที!!น่ากลัวมาก you are my missing piece!!
- Night Life
มีใครคนนึง บอกเราว่า "เวลากลางคืน คือเวลาอิสระที่เราป็นคนเลือก ว่าเราอยากทำอะไร"
ก็จริงนะ เรารักเวลากลางคืน และจะใช้เวลากับมันมากเป็นพิเศษ ตีสาม ตีสี่ อิคุณเตยยังโต๋เต๋
อยู่แถวฟู๊ดแลนด์ หรือบางทีเผลอหลับ ตื่นมาตีห้า ก็ขับรถออกไปหาไรกิน นั่งเล่นเนต แล้วหลับต่อ
มันก็สนุกตรงที่เราได้ใช้เวลาไม่เหมือนกับคนอื่นบ้าง ไม่ต้องแย่ง ไม่ต้องแข่งกับใคร
ถนนโล่งๆ ซุปเปอร์มาเก็ตคนน้อย ๆ (แต่ถูกและดีคนเยอะตลอด ยิ่งดึกยิ่งเยอะ!! ทำให้เรารู้
เลยว่ามีคนใช้เวลากลางคืนเหมือนเราเยอะเหมือนกันนะเนี่ย)เหมือนกรุงเทพเป็นของเรา ไปไหน
ทำอะไรก็ชิวไปหมด ถึงบางวันจะทำให้เหงาไปบ้าง แต่ก็ขอบคุณที่ยังมีคนประเภทเดียวกันมา
ให้คุยด้วย ชอบๆๆ ชั้นรักกลางคืนนนนน
(แต่ถ้าวันไหน ไปเที่ยวมา จะไม่ถือว่าเป็นการใช้เวลากลางคืนอย่างอิสระ เพราะเจอคนเยอะๆ
รถติดๆ อันนี้ไม่นับรวมในหัวข้อนี้ แต่จะกลายเป็นหัวข้อชีวิตแซ่บๆ แทน อิอิ)
- ชีวิตแซ่บๆ
วัยรุ่นมันต้องแซ่บ!!! ที่ไหนดีล่ะ บริคบาร์ นั่งเล่น Y50 ??
ออกไปซิ่งกันบ้างไรบ้าง เรื่องเมาไม่เน้น แต่ชอบฟิลล์
ไปทำอะไรให้มันสุดๆ หัวเราะดังๆ เต้นเยอะๆ มองดูคนนู้นคนนี้ หาปลาสดบ้างไม่สดบ้าง
มันก็ถือเป็นการละลายพฤติกรรมที่ดีอย่างนึง เพราะวันรุ่งขึ้น(รวมถึงอีกหลายๆวัน)
เราก็จะมีเรื่องมาเมาท์ มาเผากันอีกยาวๆ ถึงสิ่งที่ทำลงไป(ได้) ฮ่าๆๆๆ
คิดแล้วก็ขำ อีกอย่างก็คือ คนที่มีสติน้อย มักจะจริงใจขึ้น อยากพูดอะไรก็พูด
พูดจริงซะด้วยสิ จริงมั้ย Zabb boy / ลูกค้า / โลตัส / กุ๊กกู๋ / อาแปะ
อิอิอิ
- มิตรภาพใหม่ๆ อะไรใหม่ๆ มักจะทำให้ตื่นเต้นได้เสมอ การได้พบพูดคุยกับคนกลุ่มใหม่ๆ ก็เหมือนกัน ช่วงนี้มีมิตรภาพใหม่ๆ เกิดขึ้นกับเรา เอ็นจอยมากๆ ^^ การได้คุยกับคนที่คิดเหมือนกัน ชอบเหมือนกัน รู้สึกต่ออะไรบางอย่างเหมือนกัน มันไม่เหนื่อยที่จะจูน..สินะสินะ... ทำอะไรก็สนุกไปหมด กินข้าวยังสนุกเลย!!แล้วก็ยังมีคนฟังเรา ที่มา add hi5 คุยกัน มา add เอ็มบ้าง แกงค์ขาประจำในแชทรูม น้องๆ ในเวบลิตเติ้ลบิ๊ก เวลาไปไหน ก็มีคนมาทักทาย ขอบคุณสำหรับการหยิบยื่นมิตรภาพที่น่ารักเหล่านั้นมาให้ พวกคุณทำให้เรารู้สึกว่า ผู้หญิงธรรมดาคนนี้มีความหมายมากขึ้นล่ะ ^^
- คุณแม่จำเป็น อ่า...ดีมั้ยล่ะ ตื่นมาก็มีลูกเลย ตัวโตกว่าเราอีก หน้าตาดีด้วย ฮ่าๆๆๆ อยู่ๆก็ได้ตำแหน่ง คุณแม่จำเป็น เพราะต้องฝึกดีเจใหม่ หลายคนมาก แสบสุดก็มีสามหล่อ แชมป์ คิว จอนสัน ที่เริ่มวัฒนธรรมการเรียกเราว่า "แม่ครับ" สงสัยว่า เรานี่จะมีสัญชาตญาณ ความเป็นแม่สูงแน่ๆเลย พอถูกเรียกว่า แม่ ทีไร ใจอ่อนทุกที ทำให้เราต้องนั่งลุ้นกับน้องๆ ในชิปนรก ตีสี่ถึงหกโมงเช้า สุดโหดได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ถึงจะทำให้ตัวเอง รู้สึกถึงความแก่มากไปหน่อย แต่ก็น่ารักดี ที่จริงเราไม่ได้เก่ง แต่พอเข้าใจเรื่องการเป็นดีเจ บ้างพอสมควร เพราะรักมันมาก ก็เลยเอาประสบการณ์ที่เรียนรู้และซึมซับมาบอกน้องๆ รุ่นใหม่ๆสนุกที่สุดตอนสอนว่า ตอนจัดรายการต้องคิดอะไรอยู่ในหัว ต้องเอาภาพในสมอง มาถ่ายทอดเป็นคำพูดให้เด็กๆ นึกภาพตามให้ได้ พอน้องๆ ทำได้ เราก็จะปลื้มอยู่คนเดียว เห้อ...เห็นภาพตัวเองตอนจัดรายการแรกๆ เลย
- 2talk ถึงตอนนี้ รายการนี้มีมาทั้งหมด 60 ตอนแล้ว ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ไม่มีครั้งไหนที่เราไม่เอ็นจอยกับมัน
ทูทอคเป็นมากกว่างาน ในความรู้สึกเรา แสตมป์ คัตโตะ และรายการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
ชีวิตเราไปแล้ว พวกเราเป็นมากกว่าเพื่อนร่วมงาน การทำงานด้วยกันมันเปิดโอกาสให้เราได้
ศึกษานิสัยใจคอ และได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจคนอื่น แคร์ และดูแลความรู้สึกซึ่งกันและกัน
อาจจะมีบางครั้งที่มันสะดุดบ้าง แต่มันก็เป็นการเปิดประตูอีกบานให้เราได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจ
ของกันและกันได้มากขึ้น
..สแตมป์ >> พี่เสือฮะ!!แตมตลกนะ ยิ่งอยู่ไปยิ่งตลก นับวันแตมก็ทำให้เราทึ่งในตัวแตมมากขึ้น
เรื่อยๆ ทูทอคเป็นของสแตมป์ด้วยนะ เราดีใจที่แตมรักมัน และเราคงได้อยู่ใกล้ๆ และได้เห็นรอยยิ้ม
ของกันและกันไปอีกนานๆ ชอบเวลาแตมยิ้มจัง ตาหยีได้อีก และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็คงบอก
แตมเหมือนทุกครั้งที่เราพูดกัน "เลิฟยูววววววว" จ้ะ ^^
.. คัตโตะ >> no more words ค่ะ เราคงชินกับการใช้โทรจิตคุยกันแล้วล่ะ คุณทำให้เรา
รู้ว่า การเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดมันเป็นยังไง you know me!! อาจเป็นเพราะคุยกันมาเยอะ
หรือว่าเป็นคนช่างสังเกตเลยทำให้ความรู้สึกมันส่งผ่านไปถึงได้โดยไม่ต้องอาศัยคำพูด ไม่ว่าจะแฮปปี้
ที่สุด หรือเศร้าที่สุด เราสนุกที่จะทำความรู้จักและเข้าใจคุณล่ะ คำว่าเพื่อนร่วมงาน คงใช้อธิบาย
ความหมายของคุณสำหรับเราได้ไม่ถึง 0.1% เพราะคุณเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ดีที่สุดของเรา
จะผ่านไปอีกสักเท่าไหร่มันก็จะยังคงเป็นอย่างงี้ และอย่าลืมว่า ทูทอคมาถึงทุกวันนี้ไม่ได้ ถ้าไม่มีคุณ
รักคุณนะ ^^
.. 2talk >> ที่พักหลังๆ ไม่ได้คอมเมนท์ไม่ใช่ไม่สนใจ แต่ว่าทุกอย่างค่อนข้างลงตัวแล้ว
ดีเจสองคนเข้าใจโครงสร้างรายการ รู้วิธีจัดการกับมันให้พอเหมาะพอดี รู้ทางหนีทีไล่
108 วิธีอู้ไม่ให้โปรดิวเซอร์จับได้ 555 รายการอายุขวบกว่าๆแล้ว กำลังน่ารักน่าหยิก
เราปลาบปลื้มมาก เป็นการทำงานที่มีความสุขที่สุดในชีวิตการทำงานของเรา ^^
เราเดินทางด้วยกันมาไกลแล้วนะ..และจะเดินต่อไปด้วยกันอีกเรื่อยๆ มันสนุกเพราะ
เราทุกคนสนุกที่จะทำมัน บอกได้เลยว่า 2talk ถ้าไม่ใช่คัตโตะ กะ สแตม ก็ไม่ใช่ 2talk
มันคือของของคุณ มันเป็นที่ของคุณ!! จะให้พูดอีกร้อยครั้งก็ไม่เบื่อ ว่าเรารักโปรแกรมนี้
มากแค่ไหน..จะให้ขอบคุณคุณอีกพันครั้งก็ได้ ถ้ามันจะสาสมกับ ใจ ที่ให้กัน
ขอบคุณนะ ที่ทำให้ทุกวันเสาร์ของเรามีความหมายรอวันเสาร์อยู่เสมอนะ ม้าป่าทั้งสอง !!! think wild!!
ปล.ความสุขของผู้ให้ คือการที่ปลายทางรับรู้และเข้าใจถึงความปรารถนาดีนั้น ถึงไม่ได้ทำอะไร
ตอบแทนมา แต่แค่ความรู้สึกที่ส่งกลับมา ก็มากมายเกินพอแล้ว
ปล.วันก่อนไปดู Always 2 มา หนังก็เรื่อยเอื่อยตามสไตล์ แต่ดูแล้วอิ่มใจ ตอนแรกกะว่า
น่าจะซึ้งมาก แต่ก็แค่น้ำตาซึมๆ มีฉากนึงตอนที่แม่ไปเจอกะแฟนเก่าที่สะพาน ซึ่งตอนนี้
ต่างคนก็ต่างไปมีชีวิตที่ดี มีครอบครัวที่น่ารักเป็นของตัวเองกันแล้ว หลังจากยืนระลึกความหลัง
ซักพัก แม่ก็พูดขึ้นมาว่า "ฉันดีใจที่เห็นคุณมีความสุข" เราน้ำตาไหลเลย T^T
เข้าใจเลยว่า ประโยคง่ายๆ ประโยคนี้ มันอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่ดี ๆ มากมายแค่ไหน อินนนน
ปล.ตัวอักษรแค่ 44 ตัวนั้น ทำให้เรามีความสุขมาก ขอบคุณน๊า และมั่นใจได้เลยว่ามันจะเป็น
อย่างนั้นเสมอไปค่ะ ^^ March 22 นิทานของแม่ครัวกาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว
มีสาวน้อยคนหนึ่ง ที่ใครๆ พากันจำเธอได้ในครั้งแรกที่เจอ ด้วยหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่
และรูปร่างอันใหญ่โต อ้วนเทอะทะ ของเธอนี่แหละ
ตลอดช่วงวัยเด็ก เธอต้องทนกับการล้อเลียนของเพื่อนๆ หรือแม้กระทั่งคนแปลกหน้า
แต่เธอก็เติบโตมาด้วยความมั่นใจในข้อดีของตัวเอง
หนึ่งในนั้น ก็คือ ฝีมือการทำอาหารที่ไม่เป็นรองใคร
เธอใฝ่ฝันมาตลอดว่า อยากจะเป็นแม่ครัวของพระราชา ทำอาหารถวายและทำแจกจ่าย
ให้ทุกคนในวังได้กิน เธอจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก และเดินทางไกลแสนไกลเพื่อทำ
ความฝันนั้นให้เป็นจริง
"ไม่ว่าชั้นต้องแลกฝันนี้กับอะไร...ชั้นก็ยอมทั้งนั้น" สาวน้อยพูดกับตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยว
สาวน้อยเริ่มงานในครัวของพระราชวังด้วยตำแหน่ง เด็กล้างจาน เธอตั้งใจล้างจานทุกใบ
พอๆกับตั้งตารอโอกาสที่จะเปิดให้เธอได้พิสูจน์ตัวเอง
ทันทีที่มีการคัดเลือกพ่อครัวแม่ครัว เธอก็ไม่รอช้าที่จะคว้าโอกาสนั้น
บททดสอบแสนยาก ต้องแลกมาทั้งแรงกาย แรงใจ เวลา และน้ำตา
สุดท้าย เธอก็ทำสำเร็จ ได้เป็นแม่ครัวในพระราชวังสมใจ
"ชั้นทำได้แล้ว มีความสุขที่สุดเลย"
แม่ครัวคนใหม่ ใช้เวลาทุกวินาทีในงานที่รักอย่างมีความสุข
อาหารทุกจานผ่านออกมาจากหัวใจ ใครต่อใครก็ติดใจในฝีมือการทำอาหารของเธอ
จนเป็นที่เลื่องลือไปทั้งพระนคร
จนหนึ่งปีผ่าน..
เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเมืองแห่งนี้ พระราชาองค์ใหม่ขึ้นปกครองบ้านเมือง
และวันแรกที่พระราชาลงมาที่โรงครัว ก็ได้สั่งให้มหาดเล็กมาประกาศให้พ่อครัวแม่ครัว
ทั้งหลายรู้ว่า จะมีการคัดเลือกพ่อครัวและแม่ครัวใหม่...อีกครั้ง
"ใครๆ ก็อยากชิมฝีมือของพ่อครัวรูปหล่อ แม้ว่าอาหารนั้นจะรสชาติแย่แค่ไหนก็เหอะ"
"ทักษะการปรุงไม่ดี ฝึกให้ดีได้ แต่หน้าตาแย่นี่ฝึกยังไง ก็ไม่ดีขึ้น แม่ครัวหน้าตาขี้เหร่
แค่เห็นหน้าก็ไม่อยากกินแล้ว"
แน่นอน สาวน้อยผู้มีความสุข กลายเป็นผู้ถูกเลือก "ออกไป" เป็นรายแรก
ถ้อยคำเหล่านี้ ก้องอยู่ในหูซ้ำไปซ้ำมา หญิงสาวนั่งร้องไห้ให้กับโชคชะตาของตัวเอง
"ถ้าชั้นต้องเสียตำแหน่งนี้ไป เพราะฝีมือปรุงอาหารแย่ๆ ชั้นจะไม่เสียใจเลย
แต่...นี่มันเป็นเพราะปัจจัยที่ชั้นเองก็ควบคุมไม่ได้ ใครกันอยากจะเกิดมามีหน้าตาขี้ริ้ว
แล้วก็อ้วนตุ๊ต๊ะแบบนี้...ชั้นเลือกได้เหรอ"
สาวน้อยถูกลดตำแหน่งให้กลับมาล้างจานตามเดิม บ่อยครั้งที่เธอร้องไห้อยู่คนเดียว
วันแล้ววันเล่า วันแล้ววันเล่า เฝ้ามองเหล่าพ่อครัวแม่ครัวทำหน้าที่ของพวกเค้าด้วย
ความน้อยใจ
"ซักวัน...ฉันจะต้องกลับไปยืนตรงนั้นให้ได้"
หญิงสาวบอกกับตัวเองอย่างมุ่งมั่น แล้วก็ก้มหน้าล้างจาน ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
ในขณะนี้ต่อไปอย่างเต็มกำลัง ....
......
นิทานเรื่องนี้ยังไม่จบ คนเขียนสารภาพเลยว่า ยังคิดไม่ออกว่า หญิงสาวคนนี้
ชีวิตของเธอจะเป็นยังไงต่อ ก็เอาใจช่วยเธออยู่เหมือนกัน งั้นขอข้ามไปที่ประโยค
สุดท้ายของนิทานเรื่องนี้เลยละกันนะ
"ไม่ว่าจะยังไง เธอก็สวยที่สุดและเก่งที่สุดในสายตาของชั้นเสมอ"
หญิงสาวพูดกับผู้หญิงที่มองสบตาเธอออกมาจากกระจกเงาบานใหญ่
พร้อมกับส่งยิ้มให้อย่างเป็นสุข.
จบบริบูรณ์
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
- ลูกสาวทุกคนสวยที่สุดในสายตาของคุณแม่
- ไม่มีใครได้อะไรอย่างที่ตัวเองต้องการไปซะทั้งหมด
- คนเรามีภาษีทางสังคมต่างกัน ของอย่างเดียวกัน บางคนได้มาง่าย
บางคนต้องเหนื่อยแสนสาหัส ดังนั้น ถ้าได้อะไรมาง่ายๆ แล้ว โปรดเห็นคุณค่า
ของมันและนึกถึงคนที่อยากจะได้สิ่งนั้นแต่เค้าไม่มีโอกาสด้วย
- บางทีความเจ็บปวดก็เป็นดาบสองคม บางคนใช้มันเป็นพลัง แต่บางคนถูกมัน
ทำให้ท้อแท้ และยอมแพ้ต่อมันในที่สุด
- อย่าตีความหมายของความผูกผันจากการแสดงออก ให้ใช้ความรู้สึกวัดเอา
เราจะรู้สึกได้ถึงกระแสความห่วงใยที่ถูกส่งมา ก็จงเชื่อความรู้สึกนั้น เชื่อเถอะว่า
มันเป็นอย่างงั้นจริงๆ
ปล.
-เอนทรี่นี้เขียนมาตั้งแต่ 28 กพ.แล้ว แต่ทำใจเขียนต่อไม่ได้ ตอนนั้นอินมาก สงสารแม่ครัว
ขอบคุณ "เพื่อนที่รักที่สุด" ของเราคนนึง สำหรับแรงบันดาลใจ เรารู้ว่าคุณอยู่ตรงนั้นเสมอ
ถึงไม่เห็น แต่สัมผัสได้ ถึงไม่มีคำพูดซักคำ แต่เราเข้าใจคุณนะ ^^
You are my Inspiration!!!
สายใยนี้ถึงจะบาง แต่แข็งแรงเหลือเกิน และไม่มีวันขาด แน่นอนค่ะ
February 26 independent dayหายไปประมาณสองเดือน แฮ่... คิดถึงบล็อก แต่เวลาจะนอนยังไม่มี ไม่สิต้องบอกว่า
ไม่มีหัวสมองจะมานั่งคิดว่าจะเขียนอะไรดีกว่า ไม่ใช่ไม่มีข้อมูลนะ แต่ข้อมูลเยอะเกิ๊น
เลือกซักเรื่องที่เป็นไฮไลท์ในสองเดือนที่ผ่านมา ก็คงต้องเป็นเรื่องของวันที่คนเค้ารักกัน
ทั้งโลก แต่สำหรับแกงค์ชะนีน้อยของพวกเรา ต้องจารึกเอาไว้ว่า มันคือวัน
Independent Day
คนรอบๆตัวพร้อมใจกันโสดโดยไม่ได้นัดหมาย
ฝน :: โสดมาปีกว่าๆ ยังหารายใหม่ไม่ได้ซักที
ก็รอเวลาให้คนคนนั้นเดินทางมา (จากไหนไม่รู้)อยู่
เตย :: เมื่ออยู่กันไม่ไหว ก็ไปดีกว่า...ฮ่าๆๆๆ จากประโยคนี้ ก็เลยยังชิวอยู่จนทุกวันนี้
ฟาง :: ห้าวหาญ เลิกตอนก่อนตัวกลับมาจากจีน
แล้วตัวเองก็ต้องมานั่งสูดอิสรภาพอยู่ที่ไทย ร่วมแกงค์ชะนีโสดพอดีไม่ตกเทรนด์
บัว :: ปากดี ขี้เหงา เอาแต่ใจ นี่ก็ประสบอุบัติเหตุระหว่างคุยทางไกล กรุงเทพ-อังกฤษ
เข้าทำเนียบสาวโสดกันไป (รึป่าวหว่า)
ปอง :: โอ้วว พ่อหนุ่มคลีโอของชั้นนนนน นี่ก็โสดเหมือนกัน เลยได้มาแฮงก์เอาท์กะ
สาวๆ แกงค์เราไปโดยปริยาย
แคท :: ขอยกผลประโยชน์ให้แคทไป เพราะแฟนกะลังจะไปทำงานเมืองนอก
พอแฟนไปปุ๊ป แคทเพื่อนรักก็จะมีสภาพเสมือนโสด เดินเข้าแกงค์ได้
โดยไม่รู้สึกแปลกแยกแน่นอน
เคยนั่งลิสต์ข้อดีของคนโสด ก็ได้หลายอยู่นะ ก็อย่างที่รู้ๆกัน แหละ ตัวอย่างเช่น
-คล่องตัว จะไปไหนมาไหนก็สบายหายห่วง ไม่ต้องคอยรายงานใคร
-มองคนนู้นคนนี้ได้โดยไม่รู้สึกผิด
-ทำงานข้ามจากวันนึง ไปอีกสองวันต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเวลา
-จะอ้วน จะผอม จะแต่งตัวยังไง ก็เรื่องของชั้น ไม่มีคนมาคอยวิจารณ์
-พอว่าง ก็มีเวลาให้กับตัวเอง ได้ทำอะไรที่อยากทำ อยากไปไหนก็ไปได้
และข้อนี้ ดูดีมาก
- ทำให้เรารู้สึกว่า การมาถึงของความรักมีคุณค่าและมีความหมายมากขึ้น
(แต่มันก็ยังไม่มาซักที 55555)
ข้อเสียสำหรับเรา มีข้อเดียว คือ
เหงาอ่ะ
นานๆ ทีจะรู้สึกขึ้นมา แต่ก็ยังดีที่มีเพื่อนๆ อยู่ ส่วนเรื่องวาเลนไทน์ก็ไม่ใช่ประเด็น
ที่จะต้องมานั่งำนึงถึงความโสด เมื่อเราเป็นคนส่วนใหญ่ของโลก ที่ไม่ได้มีอะไร
พิเศษกับวันนี้
วันก่อน ได้ไปดูเดี่ยวเจ็ดของพี่โน้ต อุดม มา มีช่วงนึง เค้าพูดถึงเรื่อง ธรรมชาติ
ของผู้หญิง เช่น ความงี่เง่า ชอบชวนทะเลาะ เอาแต่ใจ ขี้นอย ขี้ระแวง
และความรู้สึกของผู้ชายที่มีต่อความเป็นผู้หญิ๊งผู้หญิงของแฟนตัวเอง
ขำนะ..หัวเราะเป็นวรรคเป็นเวร เพราะเรานึกภาพออกเลยว่าผู้หญิงก็เป็นอย่างงี้แหละ
แล้วก็เข้าใจด้วยว่า ผู้ชายก็คงคิดอย่างงี้ พี่โน้ตแกเทพมาก เก็บรายละเอียดได้ทุกเม็ด
แต่ถึงจะขำยังไง เราก็ไม่อินแหละ เพราะ...
เราไม่เคยมีอาการอย่างที่พี่โน้ตแกว่าเลย
หรือนี่คือสาเหตุของความโสด??
ระหว่างทางขับรถกลับบ้าน ก็ลองชำแหละชีวิตโสดของตัวเอง หาช่วงเวลาที่ว่า
ไม่มีแฮะ ด้วยหน้าตาประมาณนี้ ทำให้ไม่มีอำนาจในการต่อรองอะไรมากนัก
มีใครมากี่คน เราก็จะเป็นคน Take ตลอด ใจดี ทำนู่นทำนี่ให้
เป็นผู้หญิงที่ดูแลตัวเองได้และพาลดูแลผู้ชายของหล่อนได้ด้วย ขับรถให้ ไปรับไปส่งได้
เข้าใจทุกอย่าง ไม่เคยทะเลาะ ไม่เคยขึ้นเสียง เธอไม่ว่างไม่เป็นไร ทำงานเถอะ
นัดของเราทีหลังก็ได้ เธอไม่อยากไปกะชั้นไม่เป็นไร ชั้นไปเองได้ สบายมาก
ไม่เคยโมโห จนเคยถูกว่าว่า ทำไมไม่โมโห โมโหบ้างก็ได้ (ก็มันไม่โมโหนี่หว่า)
และด้วยความที่เป็นคนให้มาตลอด เวลาจะเป็นผู้รับ ก็เลยงง ๆ ทำตัวไม่ถูก
เลยไม่มั่นใจที่จะเป็นผู้รับ ไม่มั่นใจว่า ถ้าทะเลาะกันแล้วเค้าจะง้อเรามั้ย ถ้าเราเซ้าซี้มากๆ
เค้าจะรำคาญรึป่าว แล้วถ้าเราไม่ให้เค้าก่อน...เค้าจะรักเรามั้ยนะ
พูดมาทั้งหมดนี่ ไม่ได้จะบอกว่าตัวเองดี
เพราะถ้าดีจริง ก็คงไม่ต้องมานั่งชำแหละชีวิตโสดของตัวเองแบบนี้
ป่านนี้ก็ขายออกไปนานแล้วววววววว
คนเราคงไม่ต้องการคนที่เข้าใจเค้าไปซะทั้งหมด ถ้าเค้าอยากได้คนที่เข้าใจว่า
ผู้ชายต้องดูบอล ผู้ชายต้องติดเกม ผู้ชายไม่ชอบชอปปิ้ง ผู้ชายไม่ช่างจดจำรายละเอียด
เค้าก็คงแต่งงานกับผู้ชายด้วยกันเองไปแล้วล่ะ
แล้วทำไมเราเข้าใจล่ะ...หรือชั้นเป็นผู้ชายปลอมตัวมา!!ชักกลัวตัวเองนะ
เพราะผู้หญิงคือความแตกต่าง สเน่ห์อยู่ที่อะไรที่มันยากแก่การเข้าใจและคาดเดานี่แหละมั้ง
ที่ทำให้ผู้ชายยอมที่จะโดนเหวี่ยงอย่างไร้สาเหตุครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงจะงี่เง่ายังไง
ผู้หญิงประเภทนี้ก็มีผู้ชายมารักอยู่เสมอ ทั้งที่จริงๆแล้วพวกหล่อนก็เข้าใจอะไรๆ
ไม่ต่างจากผู้หญิงประหลาดอย่างเราเข้าใจหรอก แต่เค้าเลือกที่จะแสดงออกว่าไม่เข้าใจ
เพราะเค้ามั่นใจว่า ผู้รับอย่างเค้า เรียกร้องได้ แล้วมันก็จะได้ผลซะทุกทีไป สุดท้ายแล้ว
ผู้ชายก็แพ้ความแบ๊ว ความอ่อนเดียงสาของผู้หญิงอยู่ดี
ปล่อยยัยผู้หญิงประหลาดเข้าใจโลกคนนั้นเป็นโสดไปเหอะ
จะให้ทำตัวอย่างชาวบ้านเค้าก็ทำได้(มั้ง)นะ แต่ทำไม่ลง อายตัวเอง ก็อยู่อย่างโสดๆ
กันไป รอการมาถึงของคนที่ชอบของแปลก ฮ่าๆๆ เพราะอย่างที่บอกไว้ข้างบนว่า
ยิ่งโสดนานเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเห็นคุณค่าของความรักมากขึ้นเท่านั้น
รอได้เนอะ :)
ปล. ขอบคุณดอกไม้ และ เดี่ยวเจ็ด สวยและสนุกมากค่ะ ^^
ปล. โลกมันกว้าง และ จริงกว่ากรอบความคิดที่เราสร้างขึ้นมาเองมากนัก
ดังนั้น อย่าอยู่แต่ในกรอบความคิดของตัวเอง ลองเปิดใจกว้างๆ ดู
ชีวิตน่าจะสนุกขึ้น
ปล. พูดกันน้อยลง เข้าใจกันมากขึ้น กับ พูดกันเท่าเดิม แต่เข้าใจกันมากขึ้น
เราชอบอันหลังนะ
ปล. ใครอกหักมาทางนี้ ช่วยดามไม่ได้ แต่ช่วยเอ็นเตอร์เทนได้ ตามประสา
ศาลาคนเศร้า เคยนั่งคิดเล่นๆกับชาวแกงค์ว่า น่าทำซิทคอม เพราะเราเป็น
แกงค์ผู้หญิงที่มีหนุ่มๆ แวะเข้ามามากที่สุดแกงค์นึง แต่ไม่ได้มาจีบ แค่มา
เพื่อความบันเทิงเฉยๆ
ปล. หายไปตั้งนาน ไม่ได้เข้ามาเขียนเลย คิดถึงเค้าป่าว อิอิ
2talk ep.37-46ส่วนนี้แค่รวมลิงค์รายการ 2talk ไว้สำหรับใครที่อยากฟังย้อนหลัง
ก็มาจิ้มๆโหลดกันไปได้ค่ะ
2talk ครั้งที่ 37 วิธีการทำให้นอนหลับฝันดี
สองหนุ่มมาเมาท์กันเรื่องความฝัน มีทั้งแบบฮาสุดๆ น่ากลัวสุดๆ และประหลาดสุดๆ พร้อมทั้งเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับชีวิตหลังการนอนหลับ ชั่วโมงแรก http://www.MegaShare.com/318942 ชั่วโมงสอง http://www.MegaShare.com/319121 2talk ครั้งที่ 38 ประโยชน์ของ Hi5 เกาะติดทุกกระแสฮิตอยู่แล้ว และแน่นอนว่าสองหนุ่มไม่มีพลาด สำหรับความแรงของเวบ Hi5 ที่มีกันทั่วบ้านทั่วเมือง มีการจัดอันดับคอมเมนท์สุดฮิป แถมเพลงเพราะเยอะเป็นพิเศษด้วย ชั่วโมงแรก http://www.MegaShare.com/319236 ชั่วโมงสอง http://www.mediafire.com/?bm1rziawhvt
2talk ครั้งที่ 39 การเตรียมตัวเดินทางไปเที่ยว
2talk ครั้งที่ 41 จัดปาร์ตี้อย่างไรให้สนุก December 31 กลับมาแล้วววเจ็ดวันเต็มที่ทำตัวเป็นฟองน้ำ ดูดซับความรู้สึกทุกอย่างที่เกิดขึ้น...มากเกินไป
มีอะไรวิ่งมากระทบใจ..แรงๆ แทบทุกวินาที เฮ้ออ
เสียใจสุดแปบเดียวก็ดีใจสุด พอดีใจแล้วก็ งง แล้วก็ดีใจอีกแล้ว ซักพักก็เสียใจ
นอยเลย...เกิดอาการเสียศูนย์ เบลอๆ บอกไม่ได้ว่ารู้สึกยังไงอยู่
อยากจะดีใจก็ดีใจไม่สุด อยากจะเสียใจก็ไม่ได้รู้สึกมากขนาดนั้น
อยากร้องไห้ก็ร้องไม่ออก แต่มันก็หดหู่ทั้งวัน อยู่อย่างงั้น หาสาเหตุไม่เจอ
คิดงานไม่ได้ ขับรถเงียบๆ คิดอะไรวนไปวนมา ชอบนั่งนิ่งๆไม่ขยับตัวนานๆ
กินข้าวไม่ลง ไม่อยากทำอะไรเลย ได้แต่ปล่อยให้เวลาผ่านไป ผ่านไป และผ่านไป
รู้สึกอารมณ์ตัวเองเป็นกราฟ ขึ้นๆ ลงๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้
อยากจะตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง ก็ไม่กล้า กลัวนู่นกลัวนี่ กลัวผลที่จะตามมา
อยากจะเลือกทางที่ดีที่สุด แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ขอลดเหลือแค่ ทางที่ดี เฉยๆ
เพราะไม่แน่ใจว่า ทางที่ดีที่สุดเนี่ย มันดีที่สุดสำหรับใคร สำหรับเรา หรือ ใคร หรือ
ไม่ดีสำหรับใครเลย แค่คิดไปเองว่าดีเฉยๆ ... รึป่าว??
ไม่เข้าใจตัวเองแฮะ เรื่องงานการไม่ต้องพูดถึง ทุกอย่างแทบจะหยุดชะงัก
รวมถึงการเขียนบล็อกเอนทรี่นี้ด้วย ตอนแรกว่าจะไม่เขียนต่อ หลังจากที่เขียนค้างเอาไว้
เป็นอาทิตย์ พอมาอ่านซ้ำ ก็รู้สึกว่าเขียนดีกว่า จะได้บันทึกเอาไว้ว่า ช่วงนี้...
เป็นช่วงเวลาที่อ่อนไหวมากที่สุดในปีนี้
อ่อนใจเกิ๊นนนน
ตลกตัวเอง ใช้เวลาขับรถจากออฟฟิตกลับมาบ้าน ยี่สิบนาที แต่ใช้เวลานั่งนิ่งในรถ
หลังจากจอดรถแล้ว อีกชั่วโมงครึ่ง!!! ชั่วโมงครึ่งอ่ะ บ้าไปแล้ว
แล้วเป็นอย่างงี้อยู่สองอาทิตย์ เฮ้ยยยย ~!
คิดมากทุกเรื่อง วนไปวนมา ลูปด้วยนะ ไม่จบไม่สิ้น พอคิดเยอะก็จะนอนเยอะ
ทำอะไรช้าๆ เคยใช้เวลาสองชั่วโมง ลุกจากเตียงเดินไปห้องน้ำ เดินไม่ถึงซักที
หนักแล้ววววววว!!!
ไม่ปกติ จนสงสัยตัวเอง ว่า จะเป็นไปถึงเมื่อไหร่ จนตายเลยมั้ย???
ไม่หรอกกกกกกก
บทจะหาย ก็หายเอาดื้อ ๆ แบบหักดิบ ซะงั้น
วันนั้นไปงานแต่งงานแม่ฝน...ผู้หญิงอายุ 50 กว่าๆ ที่สวยที่สุดคนนึง
แน่นอน นึ่ไม่ใช่การแต่งงานครั้งแรกของแม่ และการแต่งงานครั้งนี้ก็ไม่ใช่การแต่งงาน
กับคุณพ่อของฝน
มันคือการเริ่มต้นใหม่!!!
บรรยากาศงานสวยงามอะไรอย่างงี้ มีวงดนตรีจากเกษตร มาบรรเลงในงาน
งานคอกเทลเก๋ๆ สวยๆ คุณแม่สวย ป๊ะป๋าฝนดูสมาร์ทมาก
ฝนขึ้นไปร้องเพลงกับวงด้วย เห้อ เห็นแล้วคิดถึงสมัยที่มันร้องเพลงกลางคืน
แต่นั่นก็ไม่ใช่จุดใหญ่ใจความที่ทำให้เราหาย แต่สิ่งที่น่ารักที่สุด
คือการแสดงความรักของเจ้าบ่าวเจ้าสาว มันดูพอเหมาะพอดี
ไม่มากมายเหมือนคู่แต่งงานหนุ่มสาว แต่มันคือการให้เกียรติกัน ทะนุถนอม
และมองกันด้วยสายตาของความชื่นชม
จากครอบครัวที่ขาดอย่างละครึ่ง มาเจอกัน กลายเป็นครอบครัวใหม่ที่สมบูรณ์
มองดูแล้วก็แอบน้ำตาคลอ ดีใจกะฝนที่ได้มีครอบครัวที่น่ารักขนาดนี้
ออกมาจากงาน รู้สึกอิ่มๆในใจ งานวันนั้นไม่ได้ตอบโจทย์ในสิ่งที่เรากำลังสับสน
เลยแม้แต่น้อย แต่มันสอนเราว่า เดินไปข้างหน้าสิ ชีวิตคนเรามันต้องก้าวต่อไป
พลาดบ้างอะไรบ้าง ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่แค่ไหน มันก็เป็นเรื่องปกติ
เพราะ "คนเราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ" ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มอะไรใหม่ๆ
บางที คนบนฟ้าเค้าอาจจะขีดเส้นให้เราเดินหลุดโค้งไปบ้าง เพื่อให้เราได้เรียนรู้
และจดจำเอาไว้เป็นบทเรียน บางทีอาจจะเขียนทางแยกให้เราได้ใช้สติปัญญา
ชั่งน้ำหนักและเลือกเดิน เลือกผิด เดี๋ยวก็จะเจอแยกใหม่ ให้เราเลือกอีก
สับสนบ้าง อ่อนไหวบ้าง แล้วมันก็จะผ่านไป
ขับรถกลับบ้าน ก็รู้สึกมีพลังขึ้นมาอย่างประหลาด
เสียเวลากับความสับสนมามากพอแล้ว
ยังมีอะไรที่น่าตื่นเต้น รออยู่ข้างหน้าอีกเยอะ กลับมาเป็นคนปกติเหอะนะ
ตัดความรู้สึกที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง อย่าไปคิดเยอะนัก
อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
อะไรที่ใช่ มันก็ใช่ อะไรที่ไม่ใช่ ก็คือไม่ใช่ อย่าไปดื้อกับมันมาก จะป่วยเอา
เรียกสติกลับมาใหม่ แล้วอาการนอยๆ ก็หายไปเลย เจ๋งมาก
รู้สึกดีกับตัวเองด้วย เหมือนจมน้ำ แล้วเอาตัวเองพ้นขึ้นมาเหนือน้ำได้
ปาริ..กลับมาแล้วววววว December 05 เลือกความทุกข์...หน้าตาเป็นยังไง
"มันคือความไม่สมดังที่เราหวังไว้" หรือ
"มันคือสิ่งที่มนุษย์ไม่ต้องการ" หรือ
"มันคือจุดสิ้นสุดของความสุข" หรือ
"มันคือสิ่งที่ทำให้เราเข้มแข็ง แข็งแกร่งมากขึ้น" หรือ "มันคือบททดสอบจากเบื้องบน" หรือ
"มันคือสิ่งที่ทำให้เราดื่มด่ำ อิ่มเอม กับความสุขมากขึ้น"
แล้ว...
ความสุขล่ะ ...รู้จักมันมั้ย
"มันคือสิ่งที่ใครๆ ก็อยากมี" หรือ
"มันคือความพอใจ ความยินดี ความปลาบปลื้ม การได้ในสิ่งที่เราอยากได้" หรือ
"มันคือรางวัลสำหรับความพยายาม" หรือ
"มันคือของขวัญจากกาลเวลา" หรือ
"มันคือสิ่งที่ทำให้เรากลัวความทุกข์มากขึ้น" หรือ
"มันคืออีกรูปแบบหนึ่งของความทุกข์ที่น้อยกว่าที่เราเคยเจอมา"
ความสุขความทุกข์ หรือแม้แต่ความรู้สึกที่เป็นนามธรรมอื่นๆ
คนร้อยคนก็ให้ความเห็นกับมันไปเป็นร้อยอย่าง
แล้วแต่ว่า เค้าจะ "เลือก" มองมันยังไง
ทำไมบางคนถึงดูมีความสุขกับชีวิต
ในขณะที่บางคนก็ดูแบกความทุกข์ไว้ตลอดเวลา
ทั้งที่มองภายนอก คนสองคนนี้ไม่มีอะไรต่าง
มันเป็นเพราะการ "เลือก" มองชีวิตของเค้ารึเปล่านะ
หรืออยู่ที่การให้คำนิยามของสิ่งต่างๆ ที่เราเจอ
ความไม่พอใจ ความไม่พอดี การรอคอย ความขัดใจ ความเกลียด ความจน
ถ้าเราบอกตัวเองว่า มันคือความทุกข์ มันก็จะทำให้เราทุกข์
แต่ถ้าเราไม่ได้บอกว่ามันคือทุกข์ มันก็ไม่ทุกข์
อย่าบอกว่า คนเราเลือกอะไรไม่ได้ เพราะเราเลือกมันเองอยู่ทุกวัน
เลือกที่จะอยู่กับอะไร คุณก็จะได้อย่างนั้น
เลือกที่จะทุกข์ มันก็ทุกข์
เลือกที่จะสุข มันก็สุข
มองกว้างไป มันอาจจะใหญ่โตเกินกว่าที่เราจะจัดการ มันก็ทำให้ทุกข์ กังวล
เพราะบางที มันก็มีปัจจัยภายนอกหลายอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ หรือเราไม่เข้าใจ
ลองมองให้แคบลง เท่าที่ตัวเรายืน เราอาจจะรู้สึกว่า เราจัดการกับมันได้ง่ายขึ้น
มองสูงไป เกินมือจะคว้า ก็เจ็บปวด ทำยังไงก็ไม่ถึง ก็มันสุดมือเราแค่นี้
งั้นลองมองดูข้างๆ รอบๆ ตัว สิ่งสวยงามอื่นๆ ก็ยังมี
หรือว่าบางทีทุกอย่างบนโลก อาจจะถูกวางไว้เฉยๆ ขึ้นอยู่กับเราจะเลือกหยิบอะไร
มาใส่ในชีวิต แล้วจะหยิบมันมามากน้อยแค่ไหน หยิบมันมาทำอะไร
ถ้าเราหยิบความเกลียดชังมาใส่ซะมาก ให้มันครอบงำจิตใจเรา ผลักดันให้เรากลายเป็นคน
เจ้าคิดเจ้าแค้น แล้วใครที่ทุกข์กว่ากัน คนที่เกลียด หรือคนถูกเกลียด
แต่ถ้าเราหยิบความเกลียดชังมา อาจจะมากเท่าเมื่อกี๊ แต่ให้มันมาเป็นพลังในการ
พิสูจน์ตัวเอง ว่าเราก็แน่กว่าเค้าได้ คิดซะว่าเค้าคือบททดสอบที่เราต้องก้าวข้ามไป
อย่างงี้แล้ว ใครจะได้ประโยชน์ คนที่เกลียด หรือ คนที่ถูกเกลียด แล้วเมื่อเราทำสำเร็จ
สิ่งที่เราจะได้คืออะไร ความสุข หรือ ความทุกข์
หรือว่าบางที คนที่บอกว่าเค้าเป็นคนที่ทุกข์หนักที่สุดในโลก เค้าอาจกำลังมีความสุข
อยู่ก็ได้ แต่เค้าไม่รู้จักมัน เพราะเค้าเลือกที่จะมองแต่ด้านทุกข์
เหมือนเวลาที่เราจดจ่ออยู่กับอะไรซักอย่าง เราจะรู้สึกว่าเวลานั้นมันยาวนานเหลือเกิน
เพราะเราเลือกที่จะสนใจแต่ช่วงเวลานั้น ทั้งที่จริงๆ แล้ว เวลามันก็ยาวเท่าเดิมนั่นแหละ
ปล่อยวางบ้าง อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ไม่ว่าจะเราจะป้องกันหรือพยายามแก้ไข
มันซักเท่าไหร่ แต่ถ้ามันต้องเกิดขึ้น มันก็ต้องเกิด
เพราะอย่าลืมว่า ในโลกนี้ยังมีสิ่งอื่นๆ ที่อยู่เหนือการควบคุมของเราอีกเป็นร้อยล้านอย่าง
แต่อย่างเดียวที่ควบคุมได้ คือ ตัวเราเอง
เราเลือกได้ ว่าอยากจะเป็นแบบไหน
ก็เพราะเลือกอยู่แต่กับความทุกข์...เจ้าจึงทุกข์
ถ้าเจ้าอยากจะสุข แต่ไม่ยอมก้าวออกจากความทุกข์
แล้วเจ้าจะสุขได้อย่างไร
จากทุกข์ อาจเปลี่ยนเป็นสุขได้ง่ายๆ เหมือนพลิกฝ่ามือ
แค่เลือกที่จะมองมัน
อยากจะทุกข์สาหัสสากรรจ์ หรือ อยากจะสุขแบบล้นฟ้า
อยู่ที่เราเลือกเองทั้งนั้น จริงมั้ย??
ปล. เหมือนบล็อกธรรมะเนอะ แต่มันจริงมากๆ ช่วงนี้คิดอะไรแบบนี้บ่อย
ปล. เลือกมองความสุขให้เป็นรางวัลกับตัวเองบ้างก็ไม่เลวนะ
ปล. ชอบคำนี้ของใครคนนึง "ตกตะกอน" เห็นเค้าใช้บ่อยๆ
แต่เพิ่งรู้สึกตัวเองว่าเป็นเหมือนกัน มันคงไม่ได้แปลว่าเราแก่ใช่มั้ย
ปล. บล็อกนี้สั้น แต่สดมาก ขอบอก November 29 แบบทดสอบเอนทรี่นี้นึกสนุก อยากให้คนที่เข้ามาอ่านมีส่วนร่วม 555
ก็เลยทำแบบทดสอบอันนี้ขึ้นมา ลองทายใจเราดูกันเล่นๆ ขำๆ นะ
เผื่อว่า ทำแบบทดสอบอันนี้แล้ว จะได้รู้จัก ตัวตน ของเรามากขึ้น
เริ่มเลยนะ
1. โรงเรียนสมัยประถม - มัธยม
ก. สตรีวิทย์
ข. ราชินี
ค. วัฒนา
ง. ศึกษานารี
2. เรื่องที่ทำให้เสียเซ้วมากที่สุด
ก. รถรก
ข. ไม่ได้กรีดอายไลน์เนอร์
ค. มีคนทักว่าอ้วน
ง. ถ่ายรูปออกมาแล้วหน้าบาน
3. สิ่งที่คนส่วนใหญ่จะคิดเมื่อเจอกันครั้งแรก
ก. อุ๊ยย น่ารักจัง
ข. อินี่ หน้าวีน หยิ่ง เชิด สุดๆ
ค. คนไรวะ ตัวเล็กโคตร
ง. เก่งเนอะ ทำนู่นทำนี่ตั้งหลายอย่าง
4. สิ่งที่ทำอยู่แล้ว ไม่มั่นใจในตัวเองที่สุด
ก. ดีเจ
ข. โปรดิวเซอร์รายการ 2talk
ค. ผู้ช่วย Station Manager
ง. ครีเอทีฟ
5. เสียน้ำตาครั้งล่าสุด
ก. อึดอัดใจ เพราะเกลียดวันจันทร์
ข. วันเกิด
ค. ฟังเพลง อยากรู้แต่ไม่อยากถาม ที่งานช้างไลท์ ปาร์ตี้
ง. งานเยอะ จนไม่ได้นอนสามวันติด
6. ที่นั่งทำงานเป็นประจำ
ก. โต๊ะทำงานในห้องครีเอทีฟ
ข. โต๊ะวางกับข้าวในครัวที่ออฟฟิต
ค. บีนแบคในห้องรับแขกที่สถานี
ง. ซอกเล็กๆข้างมิกเซอร์ในห้องอาจารย์แก๊ป
7. เวลาเกิดนอยขึ้นมา จะมีอาการ..
ก. พูดวนไปวนมาเรื่องเดิมๆ ลูปๆ
ข. นิ่งไม่พูดกะใคร
ค. นอนหลับซะงั้น
ง. ขับรถไปเรื่อยเปื่อย
8. วิธีบำบัดอาการนอย
ก. นอนหลับ
ข. โทรคุยกะเพื่อน
ค. ชอปปิ้งไม่คิดชีวิต
ง. เข้าห้องน้ำ คุยกะตัวเอง
9. คนจำได้มากที่สุด จากไหน
ก. เป็นดีเจช่วงตัวเอง
ข. จัดรายการช่วง Little Big Problems กับเจริญ พี่บุ้ง
ค. เป็นโปรดิวเซอร์รายการ 2talk
ง. เป็นผู้ช่วย station manager
10. อะไรที่ไม่ใช่เรา
ก. เวลาทำงานจะวางฟอร์ม แอ๊บขรึม
ข. ดูเหมือนเก่ง แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่นะ
ค. พอรู้จักไปซักพัก จะเริ่มรู้สึกว่า อีนี่ตลกนะ
ง. เป็นคนขี้เบื่อมาก ทำอะไรซ้ำซากบ่อยๆ ไม่ได้
11. คำพูดที่ไม่อยากฟังที่สุด
ก. แกเก่งว่ะ
ข. อ้วนนะ
ค. งานที่สั่งไป เอาพรุ่งนี้เช้า
ง. ไม่เป็นไรหรอก เราเกรงใจ
12. สมบัติที่รักที่สุดตอนนี้
ก. โน๊ตบุ้ค
ข. มือถือ
ค. น้องขาว
ง. สร้อยที่แม่ให้
13. เรื่องท้าทายตัวเองตอนนี้
ก. จัดรายการให้เรตติ้งขึ้น
ข. ให้ 2talk เป็นรายการทอล์คที่คนชอบ
ค. ลงเสียงสปอต และเป็นเทรนเนอร์
ง. ควบคุมตัวเองเรื่องการกิน
14. สิ่งที่อยากทำเวลาอากาศเย็น
ก. ขับรถเปิดกระจกไปต่างจังหวัด
ข. นอนอยู่บนเตียงอุ่นๆ ไม่ลุกไปไหน
ค. ออกไปเดินเล่นกันเหอะ
ง. ขอมือหน่อยได้ไหม อากาศหนาว หนาว ไม่ชอบเลย
15. ชอบความหยิ่งของตัวเองข้อไหนที่สุด
ก. ไม่อยากช่วยก็ไม่เป็นไร ชั้นทำเองได้ ไม่อยากขอร้อง ไม่สน ไม่แคร์
ข. เก่งนักใช่มั้ย มาคอยดูกันว่าใครจะแน่กว่ากัน
ค. เหงาก็เหงาให้สุดกู่ไปเลย ดูซิว่าจะตายมั้ย
ง. ชั้นก็เป็นของชั้นอย่างงี้ อยากรักก็มารักที่ชั้นเป็นเหอะ
ลองทำดูน๊า ไม่เครียดๆ ได้คะแนนเท่าไหร่ ก็อย่าลืมมาโพสท์บอกไว้อ่ะ
ใครได้คะแนนสูงสุด มีรางวัลให้ ((อะไรดีหว่า ขอคิดก่อน))
เฉลยอยู่ในช่องขาวๆข้างล่างนี้นะ เอาเมาส์ลากดูเลย
แต่ห้ามขี้โกง แอบดูก่อนล่ะ ;P
1. ก. 0 ข. 4 ค. 0 ง. 0
2. ก. 4 ข. 3 ค. 1 ง. 2
3. ก. 0 ข. 4 ค. 3 ง. 2
4. ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4
5. ก. 1 ข. 2 ค. 4 ง. 0
6. ก. 3 ข. 0 ค. 1 ง. 4
7. ก. 4 ข. 2 ค. 3 ง. 1
8. ก. 2 ข. 3 ค. 4 ง. 1
9. ก. 2 ข. 4 ค. 3 ง. 1
10 ก. 0 ข. 0 ค. 0 ง. 4
11 ก. 1 ข. 3 ค. 2 ง. 4
12 ก. 4 ข. 3 ค. 2 ง. 1
13 ก. 2 ข. 2 ค. 4 ง. 3
14 ก. 2 ข. 1 ค. 4 ง. 3
15 ก. 4 ข. 3 ค. 2 ง. 1 November 20 เรียนรู้อยากอัพบล็อก แต่ไม่รู้จะเขียนอะไร สมองมันว่างๆ ช่วงนี้
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เวลานึกออก (ช่วงที่ขับรถกลับบ้าน) มันจะมาเป็นวูบๆ
แล้วก็หายยยยไป อีกอย่างนึง คืออาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นวีคนรก งานเยอะมาก
กลับบ้านไม่ต่ำกว่าตีห้า ทรมานทรกรรม เวลาว่างเลยไม่อยากคิดอะไร ที่จริงต้องบอกว่า
ไม่มีเวลาว่างมากกว่า ถ้าว่างหน่อยนึง ก็จะนอนนนนนนนน
แต่มีเรื่องนึง คิดมาหลายวันละ เขียนอันนี้ละกัน
"การเรียนรู้"
ชีวิตคนเรา มันเกิดการเรียนรู้ได้ไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ ทั้งที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว ตอนขับรถกลับบ้าน
ก็จะได้ทบทวนว่า วันนี้เราได้อะไรมาบ้าง ก็พบว่า มันได้อะไรมาทุกวันจริงๆ
เรียนรู้ที่จะ...เข้าใจคนอื่น
คนเราชอบบ่นๆๆว่า ไม่มีใครเข้าใจ ก็ต้องย้อนกลับไปว่า แล้วเราล่ะ เคยทำความเข้าใจกับคนอื่นๆ
เค้าบ้างรึป่าว เราเรียนรู้ว่า มันเป็นเรื่องน่าสนุก กับการทำความเข้าใจในความเป็นตัวตนของใคร
ซักคน คนที่เค้าคิดไม่เหมือนเรา คนที่เป็นคนละประเภทกับเรา หรือเป็นคนที่ใครๆ ก็มองว่า
คนนี้เข้าใจยาก คบยาก ก็ยิ่งท้าทายว่า ไม่จริงม้างงง คงไม่มีอะไรยากเกินกว่าที่เราจะเข้าใจหรอก
ลองมานั่งวิเคราะห์ดูว่า เค้าทำแบบนี้เพราะอะไร ก็จะพบว่า มันเป็นไปได้ที่คนเราจะคิดแบบนี้
เพียงแต่ เค้าแค่คิดคนละอย่างกับเราหรือคนอื่นๆ เท่านั้น แค่ไม่ยึดติดกับมาตราฐานของตัวเอง
ให้เกียรติกับแนวทางที่ไม่ใช่แบบเรา เราก็จะเข้าใจคนอื่นได้ไม่ยาก ต่อให้เป็นคนที่ดูเหมือน
จะเข้าใจยากสุดๆก็เหอะ แล้วหลังจากที่เราทลายกำแพงของเราลงได้แล้ว เราก็จะพบกับ
มิตรภาพที่อบอุ่น มันชื่นใจไปอีกแบบ รู้สึกดีที่เราได้เปิดใจ และวางใจต่อกัน ได้ร่วม
เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาทุกข์ยากแสนสาหัส จนน้ำตาไหล และเวลาที่มีความสุขจนตัวพอง
ยิ้มจนตาปิด ขอบคุณที่เปิดให้เรา และ พวกเรา ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
มันทำให้ยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึงเลยนะ ^^
เรียนรู้ที่จะ...คิดบวก
ต่อเนื่องจากข้อเมื่อกี๊ ถ้าเมื่อไหร่ที่เราหงุดหงิดกับอะไรที่ไม่ได้ดั่งใจ ก็ให้คิดว่า ทุกคนในโลก
ไม่ได้คิดเหมือนกัน ไม่มีใครจะได้อะไรอย่างที่ต้องการไปทั้งหมดหรอก แล้วถ้าเราต้องอยู่กับสิ่งที่
เราไม่ต้องการ เราจะรับมือกับมันยังไง
- การต้องทำงานกับคนที่เราไม่ชอบ หรือ คนที่คิดไม่เหมือนเรา มันก็เป็นแรงผลักดัน
ให้เราตั้งใจทำงานเพราะเรายอมเค้าไม่ได้ เราต้องพิสูจน์ให้เค้าเห็นว่า เราก็เจ๋งเหมือนกันนะเฟร้ย
- ทุกอย่างในโลกมันมีอายุของมัน แม้กระทั่งความสัมพันธ์ของคน เมื่อมันหมดอายุลง ก็คงต้อง
ลากันไป ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด และเมื่อเลือกได้แล้วว่า ไปดีกว่าอยู่ ก็อย่าได้หาเลยว่าเป็นความผิด
ของใคร แล้วก็ไม่รู้ว่าจะหาคนผิดไปเพื่ออะไร จากกันด้วยความรู้สึกดีๆ ดีกว่า และอย่าได้ดึง
มือที่สาม ที่สี่ เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะโลกของเราก็เป็นของเราแค่สองคน คนอื่นไม่เกี่ยว
เรียนรู้ที่จะ...อยู่กับความเหงา
หลังจากสลับชิปมาจัด จันทร์ ถึง ศุกร์ คราวนี้ เสาร์หลัง ทูทอล์ค ก็จะว่าง อาทิตย์ว่างทั้งวัน เอาล่ะสิ
อาการเหงากำเริบ ทำไงละนี่ เพื่อนก็มีกะเค้าไม่กี่คน แล้วก็มักจะว่างไม่ค่อยตรงกันซะด้วย
เมือเลี่ยงไม่ได้ที่จะเหงา ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กะมัน การอยู่คนเดียวบ้าง มันก็ทำให้เราได้ทำอะไร
อย่างที่อยากทำ มีเวลาดูแลตัวเองมากขึ้น ได้เอาใจตัวเองบ้าง อยากไปไหนก็ขี้นน้องขาว
ขับรถไปเลย มีเวลาได้ขับรถเล่น ได้ไปถ่ายรูป หลังจากที่ไม่ได้หยิบกล้องมานาน บทอยากจะ
ถ่ายรูปก็จะต้องถ่ายเดี๋ยวนี้ๆ บ้าถึงขนาดขับรถไปถ่ายรูปไป
ไปตัดผม ใช้เวลาเป็นวันๆ เปลี่ยนใหม่หมด เบื่อหน้าตัวเอง ฮี่!!
ไปทัวร์ชอปปิ้ง หาของแนวๆ ถูก ๆ เดินสยามมาเยอะ บางทีก็เบื่อเหมือนกันนะ แล้วอย่างเรา
กว่าจะเลิกงาน สยามก็ปิดแล้ว ก็เลยเกิดทริป ทัวร์ชอปปิ้งรอบดึก มีที่ไหน อิคุณเตยไปหมด
เหงาจัด !!
- เมเจอร์รัชโยธิน อันนี้ปิดประมาณห้าทุ่ม ถ้าไปนี่จะได้ของดีหน่อย แต่ไปทีไร ฝนตกทุกที
ไม่รู้ทำไม
- ยูเนี่ยนมอลล์ ปิดประมาณสี่ทุ่มกว่าๆ เค้าว่ากันว่ามีของถูกๆ แนวๆ เยอะ แต่เราไปเดินดู
ก็งั้นๆ ข้าวของไม่ค่อยประทับใจ หรือไปไม่ถูกวัน
- คาร์ฟูร์พระรามสี่ ของเยอะเหมือนกัน แต่ปิดเร็ว สามทุ่มกว่าๆ ก็ปิดแล้ว กว่าเราจะไปถึง
เค้าก็จะเริ่มเก็บๆ ที่นี่ก็เป็นอีกที่ที่เราไม่ค่อยได้อะไร แต่ชอบไปดูของร้านป้าคนนึง
ชอบร้านนี้มาก มัน vintage ไปหมดทั้งร้าน ชุดลูกไม้ กระเป๋าสาน ดูผู้หญิงมากๆๆ
ชอบสุดๆๆ ราคาไม่ได้ถูกมากนะ แต่สวยดี ชอบ
- ริมถนนหน้าสยาม นี่สิ สวรรค์ของนักชอป ของเยอะมาก ถูก และคุณภาพดีเลยทีเดียว
เปิดดึกหน่อย สามทุ่มครึ่งถึงห้าทุ่ม เดินกันเมื่อยเลยทีเดียว
- ตลาดนัดวันเสาร์ตรงแยกรัชดา ลาดพร้าว เหมาะมากถ้าวันไหนเกิดอยากได้
อะไหล่รถเวสป้า 555 เปิดเฉพาะวันเสาร์ถึงประมาณเที่ยงคืน แต่ว่า ก็จะมีเสื้อผ้าแนวๆ
(อันนี้แนวของจริง) และถูกสุดๆๆมาบ้าง ส่วนมากจะเป็นร้านของสมาคมแม่บ้านเวสป้า
- สะพานพุทธ เมื่อก่อนเดินแทบทุกวัน ก็ไม่ค่อยจะได้อะไร แต่ถ้าวันไหนเหงามากๆ
อยากได้บรรยากาศ ก็จะขับรถไปแถวนั้น ไปเดินดูนู่นนี่ ไม่ค่อยได้อะไร แต่ชอบถนน
ชอบแม่น้ำ ชอบสะพาน ชอบตึก เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ไปแล้ว เพิ่งคิดได้ว่า บางทีมันก็ดู
น่ากลัวเกิ๊น สำหรับผู้หญิงตัวเล็กจิ๋วอย่างเรา
สุดท้าย ถ้าไปไหนๆๆ มาจนหมดแรง ก็จะมานั่งเหงาที่บ้าน สูดความเหงาให้เต็มปอด
อยู่กับมันให้เต็มที่ แล้วก็ออนเอ็มซะ บางทีก็ออนไว้อย่างนั้น ไม่ได้คุยกับใครหรอก
แต่อย่างน้อย การออนเอ็ม มันก็เป็นสัญลักษณ์ว่า "เรายังมีตัวตนบนโลกใบนี้"
เรียนรู้ที่จะ...บริหารความคาดหวัง
ใครคนนึงบอกว่า เค้าไม่อยากคาดหวัง เพราะไม่อยากผิดหวัง แต่เราว่า บางทีความคาดหวัง
ก็ทำให้เราพยายามนะ ยิ่งเราไม่อยากผิดหวังมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งพยายามมากขึ้น
ขึ้นอยู่กับว่า เราจะบริหารความคาดหวังยังไงมากกว่า แตมเคยบอกว่า การมีความหวัง
หรือ ความฝัน ที่ยังทำไม่สำเร็จ มันจะเป็นพลังให้เราพยายามต่อไป ก็จริงนะ
แต่เราเชื่ออยู่อย่างว่า อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ในโลกนี้ อย่าได้สิ้นหวังกับอะไรเลย
ถ้าเราจะต้องเป็นคนที่โชคร้าย แล้วทำไมเราจะเป็นคนที่โชคดีไม่ได้ ไม่มีอะไรแน่นอนทั้งนั้น
(ใช้คำนี้บอกน้องๆ ที่มาปรึกษาในเอ็มไปสองราย และบอกคนฟังออกอากาศไป)
เราบอกตัวเองแบบนี้เสมอ เพราะเชื่อว่า ความหวัง ถึงจะแค่ลมๆแล้งๆ
เล็กๆ น้อยๆ แต่มันก็เป็นเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงให้เรายังยิ้มกับตัวเองได้อยู่เรื่อยๆ
ความคาดหวังแต่พอดี จะทำให้เรามีแรงที่จะทำนู่นทำนี่ มันคือการให้กำลังใจตัวเองทางนึง
เรียนรู้ที่จะ...ช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด
หงุดหงิด เวลาที่เราขอความช่วยเหลือจากคนที่เค้าไม่อยากจะช่วย ต้องมาอ้อนวอน มาขอร้อง
ไม่ชอบเลย เราก็เลยตั้งใจว่า ต่อไปนี้ถ้าเราทำอะไรด้วยตัวเองได้ เราจะไม่ขอร้องให้ใครทำให้
ถ้าไม่จำเป็น เบื่อฟังข้อแก้ตัวที่ไม่อยากฟัง เบื่อๆๆ ทำเองก็ได้ฟระ ถ้าจะต้องเหนื่อยตาย ก็อาจ
จะดีกว่าต้องไปรบกวนคนที่เค้าไม่เต็มใจจะช่วย ตอนนี้กะลังวางแผนจะให้อาจารย์แก๊ปสอนวิธี
ใช้เครื่อง จะได้ช่วยแบ่งเบางานจากจารย์แก๊ปด้วย เห็นทำงานแล้วสงสาร
ยิ่งโต ก็ยิ่งรู้สึกว่าโลกนี้มันกว้างจัง มีอะไรที่ยังต้องเรียนรู้อีกมาก ถ้านึกออกอีกจะมาเขียนอีกนะ
ปล. มีคนเจอเราครั้งแรกแล้วบอกว่าเราท่าทางจะทำงานเก่ง แอบงง ว่ามีอะไร
ที่บอกได้ด้วยเหรอ แต่ก็ดีใจนะ ^^
ปล. แมชชิ่งสตูดิโอสวยดี สวยเว่อร์ๆ น่าไปถ่ายรูปเล่น
ปล. ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด ของบางอย่างคนอื่นทำได้ แต่เค้าก็ต้องมีก้าวแรก
เหมือนกัน ถ้าเค้าเก่งได้ เราก็ต้องเก่งได้ ดังนั้น ห้ามเฟล
ปล. ตอนนี้เป็นโรคติดโน๊ดบุ้คมาก ถ้าไม่มีคงขาดใจตาย
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
Appendix
2talk ครั้งที่ 31 ชื่อ MSN บอกอะไรบ้าง
วีคนี้สนุก ข้อมูลแน่นเปรี๊ยะทั้งคู่ คนฟังก็มีการตอบรับที่ดี เป็นอีกวีคที่ลงตัวมากๆ ชั่วโมงแรก http://www.MegaShare.com/293490 ชั่วโมงสอง http://www.MegaShare.com/293810 2talk ครั้งที่ 32 108 วิธีกินอยู่อย่างประหยัด
ชั่วโมงแรก http://www.MegaShare.com/298932 ชั่วโมงสอง http://www.MegaShare.com/298960 2talk ครั้งที่ 33 ฮาโลวีนนี้ เป็นผีอะไรกันดี
ชั่วโมงแรก http://www.MegaShare.com/301684 ชั่วโมงสอง http://www.MegaShare.com/301721 2talk ครั้งที่ 34 ความทรงจำวัยเด็ก
วีคนี้สนุกดี เป็นการระลึกความหลังของเด็กชายหัวโต (โตมากๆ) กับเด็กชายจอมเกเร คุยๆ ไปเริ่มมันส์ สองหนุ่มขำกัน
โปรดิวเซอร์ก็ปาดเหงื่อไป หวาดเสียว 555
ชั่วโมงแรก http://www.MegaShare.com/304332 ชั่วโมงสอง http://www.MegaShare.com/304554 2talk ครั้งที่ 35 การเตรียมตัวเข้าสู่หน้าหนาว
ห่างหายจากการทำเทปไปนาน เมื่อไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีเอฟเฟค ก็รู้สึกจะเหงาๆมือกัน
กีต้าร์ก็สายเพี้ยน เล่นไม่ได้อีก แต่ว่า วีคนี้ แตมทอปฟอร์มนะ เล่าเรื่องเยอะเลย
บรรยายได้เห็นภาพเขาชนไก่มากๆๆ ฮ่าๆ คัตดูเครียดๆ เพราะเพิ่งไปซ้อมมา วิญญาณยัง
ไม่ค่อยเข้าร่างเท่าไหร่ แต่เสียงหัวเราะที่ขำเรื่องที่แตมเล่า ก็ทำให้เทปนี้ ตลกดีนะ
2talk ครั้งที่ 36 108 วิธีดูคอนเสิร์ตให้สนุก
เพราะช่วงนี้มีคอนเสิร์ตให้ดุเยอะ เลยหยิบหัวข้อนี้มาพูดกัน ชม.แรกก็ผ่านไป แบบอมยิ้ม ๆ แต่ ชม.หลังมีเอ๊ดดี้ กะ แนตตี้มาแจม ฮามาก นั่งขำกันจนปวดท้อง
สแตมถึงกับลงไปกองกับพื้น ตลกดี 5555
October 22 make a wish !!22 ตุลาคม 2550
04.31 น.
ห้องนอน
...วันเกิด.....
เคยมีคนบอกว่า วันเกิดก็คือวันหนึ่งวัน ที่เหมือนๆกับทุกๆวัน แต่สำหรับเรา จะให้ความสำคัญ
กับมันเสมอ เป็นวันที่จะรู้สึกดีกับตัวเอง และสำหรับคนธรรมดาที่ไม่ค่อยมีความพิเศษอย่างเรา
เราก็มักจะถือเอาวันนี้เป็นวันพิเศษกว่าวันอื่นๆ บางปี ก็ให้ความสำคัญอยู่คนเดียว บางปีก็เป็น
วันเกิดที่สุดแสนวิเศษ อย่างเช่นปีนี้...
ปีนี้ ก็จัดว่าเป็นปีที่ดีมากๆ ปีนึงสำหรับเรา และช่วงนี้ เป็นช่วงที่ "ดีที่สุด" ในชีวิตเลยก็ว่าได้
เราได้เป็นในสิ่งที่เราฝัน มีเพื่อนที่ดี ได้เจอกับมิตรภาพใหม่ๆ ได้คุยและเข้าใจตัวเอง
อย่างถ่องแท้หาข้อสรุปให้กับตัวเองได้อย่างน่าพอใจในหลายๆเรื่อง ได้มีเวลาให้ตัวเอง
ได้ทำในสิ่งที่อยากเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ ได้ท้าทายตัวเองกับภาระความรับผิดชอบ
ที่ไม่คิดว่าจะทำได้ แล้วช่างโชคดีเหลือเกินที่ทุกอย่างเกิดขึ้นในช่วงที่ "วันสำคัญของฉัน"
ผ่านมาพอดี
23.30 น , 20 ตุลาคม 2550
รถติดอยู่บนถนนเอกมัย เพิ่งกลับรถเพื่อมุ่งหน้ากลับไปอาร์ซีเอ หลังจากถูก
บ้านไร่กาแฟปฏิเสธเรารู้ว่ามีผู้หญิงอีก 3 คน อยากเจอเรามาก และเราต้องไปหา
พวกมันให้ได้ มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของแก๊งค์ชะนี ที่จะต้องข้ามผ่านไปสู่วันเกิด
ของแต่ละคนด้วยกัน มิน่าล่ะ ทำไมฝนถึงอยากจะเจอเรานักในคืนนี้ มองตัวเองผ่าน
กระจกมองหลังแล้วพูดกับตัวเองว่า "สุขสันต์วันเกิดนะปาริชาต" แล้วก็ยิ้มให้ตัวเอง
หนึ่งที ก่อนจะจอดรถที่อาร์ซีเอก่อนถึงเวลาเที่ยงคืนประมาณ 15 นาที
00.07 น , 21 ตุลาคม 2550
เสียงโทรศัพท์แรกของวันดังขึ้น ...สแตม ผู้ชายเสียงหล่อคนนั้น
โทรมาอวยพรและคุยด้วยสั้นๆ แตมเป็นคนนึงที่มีความสำคัญในช่วงเวลาที่ดีที่สุด
ในชีวิตเรา แต่ด้วยความเป็นผู้ชาย ทำให้เราตื่นเต้นนิดหน่อยกับความละเอียดอ่อน
ของแตม ขอบคุณมากนะ ^^
พิธีการของเหล่าชะนี ก็เริ่มขึ้นเมื่อสมาชิกมาครบ 4 พิซซ่าแอปเปิ้ลปักเทียนถูกยกมาวาง
ทั้งที่แอบรู้อยู่แล้ว แต่ก็มีความสุขโคตร เป่าเทียนด้วยสมองว่างๆ
มีคำไม่กี่คำอยู่ในหัวตอนนั้น คิดไม่ออกจริงๆว่าจะขออะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว เอาเถอะ
เดี๋ยวค่อยคิดก็ได้ หลังจากพิธีการผ่านพ้น ก็นั่งกินนั่งคุยกันซักพัก ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ
อ่า..เข้าสู่วันเกิดของเราจริงๆแล้วสิ
ระหว่างทางได้รับ SMS จากคนฟังที่น่ารักที่สุด ปลาทอง เดียร์ ลูกหว้า จีจี้
และอิป้าส้ม เพื่อนผู้ห่างไกลถึงบริสเบน กลับมาเปิดคอม ก็เจอคำอวยพรจากคัตโตะ แนตตี้
รวมถึงคำอวยพรใน Hi5 ที่ทยอยๆ กันเข้ามา
07.45 น.
ตื่นมาคนแรกที่นึกถึงคือแม่ แม่อวยพรอย่างเขินๆ
"ขอให้ลูกเงินเดือนเยอะๆ ได้คนดีๆ มาเป็นแฟนนะลูกนะ" ((สมพรปากนะแม่))
ได้ SMS จากพี่บี ออม ระหว่างทางที่ขับรถไปทำภารกิจ
วันนี้มีอบรมการอ่านหนังสือให้คนตาบอด ได้ผ้าพันคอจากน้องยะ
น้องหมาตัวโตจากลูกหว้า การ์ดจากแกงค์หลายขา การ์ดวันเกิดจากเชียงใหม่ของตูน
การอบรมผ่านไปอย่างสนุก ปิดท้ายด้วย เซอร์ไพร์สวันเกิด โดยได้รับความร่วมมือจาก
วิทยากรและชาวเจนเอ็กซ์ รวมถึงบรรดาดีเจและคนฟังของเรา ร่วมมือกันได้แนบเนียนมาก
เค้กถูกยกเข้ามาในห้องพร้อมกับเพลงแฮปปี้เบิรธเดย์ที่ดังขึ้นจากทุกๆคน เราร้องไห้ !!!
เพราะมีคนฟัง ซึ่งเป็นคนสำคัญในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเราร่วมขบวนการนี้อยู่ด้วย
คนที่ไม่เคยรู้จัก บางคนไม่เคยเห็นหน้ากันด้วยซ้ำ แต่วันนี้เค้ารู้สึกดีๆ กับเรา ซึ้งนะ
แกงค์ดีเจนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เราสนิทกัน รักกันเหมือนพี่น้อง ทั้งๆที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน
เป่าเค้กด้วยสมองว่างๆอีกแล้ว รู้สึกว่า ยังหาคำขอดีๆ สำหรับตัวเองไม่ได้อยู่ดี
17.00 น.
ดีใจสุดๆ ที่ได้ทำงานที่ตัวเองรักม๊ากมากในวันเกิด วันนี้ได้จัดรายการแทนเชอรี่
ถือเป็นของขวัญที่ประทับใจอีกอย่างนึง เพราะนี่คือสิ่งที่เราอยากทำที่สุดถึงกับยอมแลก
กับอะไรหลายๆ ในช่วงที่ผ่านมา ก็ยังบอกได้เต็มปากเลยว่า คุ้มมาก
น้องต้อลเดินเข้ามาทักในห้องจัด เซอร์ไพร์สนะ น้องยังจำเราได้อยู่ 555+
และยังคงรับข้อความจาก SMS อยู่ ปาล์ม อั้ม ธารณ ((โอวววว))
จัดรายการเสร็จต้องรีบไปที่มอลลี่ นัดทุกคนกินข้าวไว้ที่นั่น
เอิงโทรมาหาจากอังกฤษด้วย
20.30 น. มอลลี่บาร์
พี่เหนือ น้ำนุ่น ปุ่น จิดา เจริญ มาถึงก็กินกันเลย ได้ฟัง ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ
เวอร์ชั่น เจริญ feat. จิดา เริ่ดมากมาย
เอสี่ ให้ชองเบ หนุ่มเกาหลีสมาชิกวงเคโอติก โทรมาอวยพรวันเกิด กรี๊ดกร๊าดบาดใจ
ชาวสมาคมรักหนุ่มเกาหลีแห่งสยามประเทศมาก 5555555+
จารย์แกปเดินเข้าร้านมาพร้อมคัตโตะ ที่ดูเหนื่อยๆ หลังจากไปร้องเพลงมา
ได้ของขวัญมาอีกหนึ่งชิ้น ...สมุดบันทึก...การ์ดหนึ่งใบ แล้วก็เสื้อผ้าของคัตโตะ
อีกสองสามชุดที่ใช้เราเป็นข้ออ้างในการซื้อ 5555555555555555+
ได้ฟังคำถามโง่ๆ เวอร์ชั่นที่เพราะกว่าที่เคยฟังจากที่ไหนๆ เดจาวูนิดหน่อยตอนนี้
เหมือนเคยเห็นภาพนี้ที่ไหนมาก่อน เหอะๆๆ ((คนร้องเสียงแห้งนิดนึงนะ รู้ว่าเหนื่อย..
ขอบคุณมาก ^^ ))
ได้ฟังเจริญกะน้ำนุ่นร้องเพลงกันอีก จะบอกว่าสองคนนี้ร้องเพลงเพราะนะ อยากบอก
ต้องออกเทปอ่ะ
เค้กเมื่อบ่าย ถูกเอามา reuse เป่ากันอีกที คราวนี้ก็ยังคิดคำอธิษฐานไม่ออกอยู่ดี
จวนจะหมดวันอยู่แล้ว 555+
แต่ละคนเริ่มทยอยกันกลับ เหลือเกิ้ล พี่เหนือ จารย์แกป นั่งอยู่ เราก็นั่งทบทวนทุกอย่าง
ที่เกิดขึ้นในวันนี้ จัดระเบียบในสมองเพื่อจะจำให้ได้ทุกรายละเอียด ทำให้เราน้ำตาไหล
ก่อนที่บีจะโทรมาอวยพรตอนเที่ยงคืน และจารย์แกป SMS มาอีกทีตอนตีสอง
นั่งคิดเรียบเรียงก่อนลงมือเขียนเอนทรี่นี้
คำอวยพร ของขวัญ รอยยิ้ม ทุกตัวอักษร เค้ก มิตรภาพ การจับมือ การกอด เสียงเพลง
คนฟัง การได้เจอคนที่อยากเจอฯลฯ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทำให้เราได้คำอธิษฐานสำหรับ
วันเกิดปีนี้ และอีกหลายๆปีแล้ว...
เหมือนที่ใครคนนึงเคยอวยพรตัวเองในวันเกิดของเค้าว่า
"ขอให้เรามีความสุขเท่านี้ตลอดไป"
เราเข้าใจคุณแล้ว ^_____________________________^
..ขอให้เรามีความสุขเท่านี้ตลอดไป..
22 ตุลาคม 2550
06.03 น.
October 09 คำถามที่ไม่มีคำตอบเคยรู้สึกมั้ยว่า คำถามบางคำถามมันดูง่ายมากเลยนะ เหมือนไม่ต้องการความซับซ้อน
หรือต้องใช้สมองในการกลั่นกรองอะไรมากมาย เป็นคำถามง่ายๆ (เป็นญาติกะคำถามโง่ๆ)
ที่เราพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน แต่ทำไม ถึงเวลาต้องตอบมันจริงๆ มันตอบยากกว่า
เลขคณิตคิดในใจซะอีก คำถามพวกนี้จะทำให้สมองเราสับสนขึ้นมาทันทีที่ได้ยิน
มีตัวหนังสือ และภาพแฟลชแบคต่างๆ ผุดขึ้นมาจนคว้าอะไรไม่ทัน ลองสังเกตตัวเองดู
เอนทรี่นี้เราจะรวม คำถามที่ไม่มีคำตอบ หรือ คำถามที่ตอบยากๆสำหรับเรา
เพราะช่วงนี้เจอบ่อย กว่าจะตอบได้แต่ละคำถาม คิดซะแทบตายแน่ะ!!
ฝน : แก่นของมึงคืออะไร
เตย : เอ่อ.....
กระบวนการในสมอง>>คำพูดบรรยายความรู้สึกส่วนลึกในใจผุดขึ้นมาบนแบคกราวน์สีดำ
เป็นร้อยคำ แล้วก็ลอยไปลอยมาฉวัดเฉวียนสลับกัน เลือกไม่ถูกว่าจะเอาคำไหนมาใช้ดี
คำถามนี้ เขียนไว้ในเอนทรี่ที่แล้ว มันดูเหมือนจะง่ายเลย แต่บางทีคนเราก็มองแต่คนอื่น
จนลืมทำความรู้จักกับตัวเองนะ เหมือนจมูกอ่ะ มันอยู่บนหน้าเราแท้ๆ แต่เราไม่เคยเห็น
มันด้วยตาตัวเองเลย เราต้องอาศัยสิ่งอื่นทำให้มองเห็นมัน เช่น กระจก แล้ว
คำพูดที่คนเราชอบพูดว่า ไม่มีใคร เข้าใจตัวเราได้ดีเท่าตัวเราเอง...มันจริงเหรอ ??
แค่แก่นแท้ของตัวเองเป็นยังไง ยังตอบไม่ได้เลย ทั้งที่มันคือส่วนลึกภายในตัวเรา อยู่กะ
เรามาตั้งแต่เกิด แต่เรากลับไม่รู้ หรือไม่ก็ รู้แต่ไม่คิดว่านั่นมันคือแก่นของเรา บางทีเราก็
ต้องใช้ตัวช่วยในการวิเคราะห์ หรือถ้าอยากรู้จริงๆ ลองหาเวลานั่งคุยกับตัวเองดู แต่ต้อง
ยอมรับความจริงกับตัวเองด้วยนะ เปิดใจคุยกับตัวเองไปเลย เพราะการได้รู้ว่าแก่นแท้ของ
เรามันคืออะไร มันจะทำให้เราเข้าใจตัวเองแบบทะลุปรุโปร่ง มันโล่งมากจริงๆ
ปลดล็อคคำถามในหัวไปได้อันนึง อย่างน้อยมันก็จะตอบเราได้ว่า ฉั๊นทำอย่างงี้ไปเพื่อ
อะไร และเพราะอะไร ไม่ต้องมานั่งมึนกับตัวเองอีก เก็บสมองไว้มึนกับคนอื่นดีกว่า
ขอบคุณแกงค์ชะนี ที่หยิบเรื่องนี้มาคุย และช่วยกันขุดจนเจอรากเหง้าในตัวตนแต่ละคน
แตม : อะไรคือแรงจูงใจของคุนเตย
คุนเตย : อ่า...((เกาหัวสองแกรก))
กระบวนการในสมอง >> คำศัพท์ยากๆ ลอยมาอีกแล้ว แต่คราวนี้มีหน้าของบุคคลสำคัญ
ในชีวิตลอยเข้ามาสลับ แต่ทุกอย่างหมุนเร็วมาก คว้าได้เป็นบางอันแล้วก็โยนทิ้งไป
เพราะคิดไปคิดมา งง กับคำว่า แรงจูงใจ มันแปลว่าอะไรกันแน่?? แล้วสมองก็ error
จากการมานั่งทบทวนดู สำหรับเรา แรงจูงใจ น่าจะหมายถึงสิ่งที่ทำให้เราอยากทำนู่นทำนี่
มันตอบยากพอๆกะคำถามข้อข้างบนอ่ะ เพราะเราไม่ค่อยได้มานั่งวิเคราะห์ตัวเอง ก็เลย
ตอบแตมไปว่า แรงจูงใจของเราคือความรัก ไม่ว่าจะเป็นความรักในตัวใครซักคน (ซึ่งมักจะ
ถูกจัดอันดับความสำคัญอยู่ในอันดับต้นๆ ของการมาเป็นแรงจูงใจ 55+)) ความรักในสิ่ง
ที่ทำอยู่ ความรักที่คนอื่นหยิบยื่นให้ โชคดีที่ได้สัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้มาบ้าง อย่างตอน
แรกๆ ที่รู้ว่าได้กลับมาทำงานวิทยุอีก เราก็อยากจะตื่นแต่เช้าไปทำงานทุกวัน มันคงเป็นเพราะ
เรารักอาชีพนี้ หรือถ้าเวลาเรารู้สึกดีกับใครซักคน เราก็อยากจะดูแลทำนู่นทำนี่ให้ โดยไม่เหนื่อย
ทั่วไป : คุณเป็นคนยังไง
คุณเตย : ......ก็เป็นอย่างงี้อ่ะ....
กระบวนการในสมอง >> คลิปวีดีโอสัมภาษณ์ศิลปินชื่อดัง คอลัมพูดคุยในนิตยสารวัยรุ่น
งอกๆๆขึ้นมา ได้ยินเสียงแบ๊วๆ ของเด็กสาวหน้าใส พูดว่า "ก็...เป็นคนร่าเริง กวนๆ
ตลก แล้วก็ซุ่มซ่ามด้วยอ่ะคร่า.." แล้วเราก็เบ้ปากให้ตัวเอง สะบัดหัวแรงๆ สองครั้ง
เพื่อไล่ชะนีแอ๊บแบ๊วออกไปจากหัว
คำถามนี้กว้างมากๆ ตอบลำบาก ถ้าจะตอบให้เป็นตัวเองที่สุด คงต้องบอกว่า ก็เป็นคน
ปกติที่สามารถปรับอารมณ์และการกระทำได้ตามสถานการณ์และกาละเทศะ เวลาอยู่
กับเพื่อน ก็สนุก แต่ถ้าไม่สนิท ก็เงียบๆ แล้วแต่ว่าเราจะเลือกร่างไหนออกมาใช้ให้เหมาะ
กับคนที่เราจะสื่อสารด้วย เพราะถ้าให้บอกความจริงไป ก็คงไม่มีใครเชื่อ ว่า ที่จริงแล้ว
"ก็..เป็นคนเรียบร้อย พูดน้อย ขี้อาย อ่ะคร่า" (กะพริบตาสองครั้ง แล้วทำตาใส)
คนฟังในห้องแชท1 : ดีเจเตยอายุเท่าไหร่
ดีเจเตย : ขอเพลงอะไรดีคะ ??
กระบวนการในสมอง >> ตัวเลขจริงๆ ปรากฎขึ้นมาชัดมาก แต่พอเห็นอายุของน้องๆ
ในห้องแชทแล้ว มันก็มีคำว่า "ป้า" ขึ้นมาแทน ก็เลยทำเป็นมองไม่เห็นคำถามนั้นไป
ที่จริงแล้วเนี่ย อายุอานามเราก็ไม่ได้เยอะเท่าไหร่หรอก ((แหะๆๆ)) แต่คนฟังเรา
อายุน้อยยยลงทุกวันๆๆๆ เราไม่เคยตอบคำถามนี้เลย จนน้องในห้องแชตถึงกับเล่นเกม
ทายอายุดีเจกันเป็นเรื่องเป็นราว...ง่า มาขอเพลงกันนะ จะเปิดให้ฟัง เรื่องอายุก็..
ช่างๆ มันเหอะ 555+
คนฟังในห้องแชท 2 : ตอนนี้มีเพลงอะไรฮิตบ้าง
ดีเจเตย : เอ่อ....
กระบวนการในสมอง >> รายชื่อเพลงในโฟลเดอร์เอ1 เอ2 เรียงลำดับเข้ามา
ชาร์ตของคลื่นวิทยุคลื่นอื่นปลิวให้ว่อน เยอะมาก เยอะจนเลือกไม่ถูกอีกแล้ว
ไอ้ที่เราว่าฮิต เกิดบอกไป เค้าไม่รู้จัก จะแป่วมั้ย เพลงไรหว่าที่คนขอเยอะ
เพลงไรหว่าที่เปิดบ่อย โอย สับสน
เพลงฮิตนี่มันเยอะนะ นึกออกไม่หมดอ่ะ เคยนั่งลิสต์เพลงฮิตๆ ขอแค่ 10 เพลง
ยังคิดแล้วคิดอีก บางเพลงเราชอบ อยากให้ฮิต ก็ไม่ค่อยจะฮิตงี้ แล้วเพลงตอนนี้
จะหาแบบที่ฮิตจริงๆจังๆ น้อยนะ ช่วงนี้ตลาดเพลงดูเหงาๆ ชอบกล รึป่าวหว่าหรือ
เราคิดไปเอง ว่าถึงเพลงจะออกมาเยอะ แต่เพลงที่โอเคมันก็ไม่เยอะเท่าไหร่ ลำบาก
ใจมากเวลาจะตอบ นอกจากมีเพลงที่โดดเด่นจริงๆ ซึ่งมันก็น๊านนนนานทีนะ
พี่เหนือ : กลางวันนี้ กินไรดี
คุณเตย : ไม่รู้อ่ะ กินไรง่ะ ...ภาวะผู้นำอยู่ที่พี่ละกัน (โบ้ย)
กระบวนการในสมอง >> เมนูอาหารร้อยอย่างลอยขึ้นมาในหัว ภาพร้านอาหารในอาร์ซีเอ
ทุกร้าน เราค่อยๆ ขีดมันออกไปทีละร้านๆๆ จนเลือกไม่ถูกว่าอยากกินอะไร หิวแทบตาย
แต่เลือกไม่ได้ ร้านในอาร์ซีเอก็มีอยู่แค่ไม่กี่ร้านนี่แหละ
ไม่รู้เป็นอะไรเรื่องร้านอาหารนี่ไม่เคยเลือกได้ เพราะมันเบื่อไปซะหมดทุกร้าน สำหรับเรานะ
มื้อกลางวันเป็นมื้อที่น่าเบื่อ หรือเป็นเพราะเราไม่ชอบเวลากลางวัน แดดร้อนๆ กินอะไรก็ไม่อร่อย
แล้วก็เหมือนต้องไปแย่งกับพนักงานออฟฟิตคนอื่นๆ กิน ร้านไหนก็คนเยอะ รอก็นาน
ฉั๊นเกลียดการเป็นพนักงานออฟฟิตที่สุด ถ้าใครมาบอกว่าเราเป็นสาวออฟฟิตจะโกรธมาก
มันฟังดูจำเจยังไงไม่รู้ บางทีเราก็จะเลี่ยงด้วยการลงไปกินตอนบ่ายๆ ที่เค้าเข้าไปทำงานกันหมด
แล้ว แต่มันก็จะไม่ค่อยเหลืออะไรให้กินอีก คิดแล้วเซ็ง สุดท้ายก็ต้องแก้ปัญหาด้วยการ
คิดร้านขึ้นมามั่วๆ ร้านนึง แล้วเป่ายิ้งฉุบกะพี่เหนือ ร้านของใครชนะ ก็ไปกินร้านนั้น เป็นการ
แก้ปัญหาด้วยกำลังนะเนี่ย 55555
แคท : มึงเลิกงานกี่โมง
คุณเตย : ไม่รู้ว่ะ มืดๆแหละ
กระบวนการในสมอง >> มันเหมือนภาพแอ๊บสแตรค ไม่มีรูปร่างชัดเจน งงๆ บางทีก็เห็นตัวเอง
นั่งทำนู่นทำนี่ ให้วุ่นไปหมด เรียงลำดับสลับสับสน ต้องตั้งสติ จูนนานมาก
งานเราไม่มีเวลาเลิกงานอ่ะ ขึ้นอยู่กะว่า คุณจะพอรึยังสำหรับวันนี้ มันกำหนดไม่ได้จริงๆว่า
หกโมงต้องหยุด ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ทำงานชิวๆ เหมือนเมื่อก่อน พยายามไม่อู้ ทำงานให้
เสร็จๆเป็นชิ้นเป็นอันไปแล้วก็ตาม แต่เหมือนมีห่วงตลอดเวลา ไอ้นู่นเสร็จยัง ไอ้นี่ทำรึเปล่า
เค้าจะเข้าใจที่เราเขียนบอกไว้มั้ย ดีเจจะงงป่าวหว่า แล้วงานมันก็มีเข้ามาเรื่อยๆ ต้องคิดนู่นทำนี่
เพิ่มไปตลอดเวลา เวลาถูกถามว่าเลิกงานกี่โมง เราจะไม่เคยตอบได้เลย ถ้าจะให้ไปไหนทำอะไร
ก็บอกเวลามา เราก็จะจัดเวลาแว้บไป แล้วกลับมานั่งทำงานต่อ อะไรอย่างงี้ หรือบางวัน งานของ
เราคือการออกไปข้างนอก พอตัวไม่อยู่ งานเอกสารก็ไม่มีคนทำ ก็ต้องกลับมาทำต่ออยู่ดี
สรุปว่า เวลาเลิกงาน...ไม่มีอ่ะ ถ้าวันไหนงานที่มีอยู่ไม่ด่วน ก็หยุดทำได้เร็วๆ แต่ถ้างานด่วน
ก็ต้องทำไปจนกว่าจะเสร็จ ไม่ว่าจะกี่โมงก็ตาม
แฟนคอลัมน์ : เมื่อไหร่จะอัพบล็อกอ่ะคะ
คุณเตย : เอ่อ กำลังเขียนอยู่ค่ะ
กระบวนการในสมอง >> คิดว่าคืนนี้จะต้องเขียนให้เสร็จๆๆๆ เอ แต่ยังไม่ได้ทำรูปที่จะแปะเลยนี่
แล้วก็ยังคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่จบด้วย บลาๆๆๆ
เวลาเจอคำถามนี้ทีไร เราจะตอบว่ากำลังเขียนอยู่ตลอด ไม่ได้โกหกนะ เพราะพอเราเขียนเสร็จอันนึง
เราจะเริ่มเขียนอันใหม่ทันที แต่ว่ามันจะเขียนไปเรื่อยๆเปื่อยๆ บางวันตั้งใจจะเขียนก็ต้องมีเรื่อง
มาทำให้สติแตก เขียนต่อไม่ได้ซะทุกทีไป หรือบางทีหลับก่อนก็มี มันก็จะค้างคาอยู่นาน
กว่าแต่ละเอนทรี่จะคลอดออกมาได้ จริงๆ อยากเขียนให้ได้ทุกวันเหมือนตอนแรกๆ
ตอนนี้เหลือเดือนละตอนเอง น้อยจนอนาถใจ ฮ่าๆๆ จะพยายามเขียนๆแล้วโพสท์บ่อยๆละกัน ^^ คัตโตะ : ระหว่าง ZEN กับ KURODA คุณจะกินอะไร
คุณเตย : แล้วแต่...
กระบวนการในสมอง >> เห็นภาพปลาดิบจำนวนมากลอยมา 55555
ข้อนี้ตอบไม่ยากเท่าไหร่ ว่า "แล้วแต่เจ้ามือ" กร๊ากกกกกก ม่ายช่ายยยย แล้วแต่ว่าสะดวกไป
ตรงไหน กินได้หมด แต่ถ้าจะให้เลือก ก็ลำบากอยู่เหมือนกันนะ เซนก็ดี คุโรดะนี่ได้ความใกล้
แต่ก็นะ อย่างที่บอก กินได้หมด ฮ่าๆๆๆ
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
Appendix ภาคผนวก
ตอนนี้รายการ 2talk เริ่มเข้าที่เข้าทาง ทั้งสองคนรู้แล้วว่าตัวเองต้องทำอะไรยังไง
เราก็ห่วงน้อยลง((แต่ก็ยังห่วงอยู่นะ))จากความเป็นในสิ่งที่ไม่ควรจะเป็น มันกลายเป็นสไตล์
ของสองคนนี้ รายการสนุก ฟังแล้วมีความสุข แล้วก็คิดว่าคนฟังก็คงคิดเหมือนเรา
2talk ครั้งที่ 27 เรื่องเดียวกัน อ่านหนังสือหรือดูหนัง อันไหนมันส์กว่า
กว่าจะได้หัวข้อนี้มาเปลี่ยนอยู่หลายอันมาก แต่ว่าวีคนี้ มีอะไรให้พูดถึงเยอะดี เถียงกันสนุก
ทั้งสแตมฝั่งหนังสือ กะ คัต ฝั่งหนัง ข้อมูลแน่นอีกแว้วววว
2talk ครั้งที่ 28 จีบหญิงให้ฉลุย จะโทรคุยหรือเอ็มเอสเอ็น
วีคนี้คัตป่วย หมอสั่งห้ามกระดุกกระดิก ห้ามหัวเราะ เลยต้องขอลารายการหนึ่งครั้ง
คราวนี้ได้พี่บุ้ง หรือ ป๋า ของพี่แตมมาคู่ด้วย เราก็บอกพี่บุ้งว่า อยากได้หัวข้อที่
ใช้ประโยชน์จากวัยที่ต่างกัน พี่บุ้งก็คิดหัวข้อนี้มา ((มันได้ใช้ประโยชน์มากกกกก))
พอบอกให้อยู่ฝั่งโทรศัพท์ก็ทำหน้าเหมือนอยากอยู่ฝั่งเอ็มเอสเอ็นซะอีกแน่ะ
แต่เนื้อรายการมันน่ารัก คุยกันเหมือนพี่สอนน้อง..จีบหญิง 555
แต่สรุปดี พี่บุ้งดูน่าเชื่อถือ ได้คนฟังจาก Little Big Problems มาด้วย
คราวหลังทำแบบเหย้าเยือนดีกว่า คนฟังจะได้มามิกซ์กัน มีโฟนอินคนป่วยด้วย
หัวเราะไปหลายที ท่าทางจะเจ็บน่าดู
2talk ครั้งที่ 29 พฤติกรรมทำโลกร้อน
2talk ปรับรูปแบบแล้วจ้า จากแบ่งฝั่งเถียงกัน มาเป็น 2talk Brainstrom
มาสุมหัวคุยกันดีกว่า รายการจะมีลักษณะของ how to มากขึ้น แต่จะเป็นการเสนอ
แนวทางจากมุมมองของสองหนุ่มทูทอค มาช่วยกันคิด แล้วก็รับสายคนฟังมาช่วยกัน
แชร์ต่อไปอีก ช่วงแรกจะเป็นการทดลองว่าอย่างไหนจะดีกว่ากัน คัตอาการดีขึ้น
แล้ว อยากกลับมาจัดแทบแย่ แต่วีคนี้ทรูซ่อมชุมสายโทรศัพท์ เลยออกอากาศทาง
วิทยุไม่ได้ เซ็งจิต ออนแอร์ทางเวบได้อย่างเดียว ก็เลยคุยกันสบายๆ หน่อย
2talk ครั้งที่ 30 108 วิธีเพื่อลืมเธอ
เอาแล้ว....ทูทอควีคนี้ท๊อปฟอร์มสุดๆ ขำมาก ร้อยมุขได้มั่งน่ะ วีคนี้เราชอบนะ
มันรั่วแบบอยู่ในหัวข้อ มุขที่เสริมมามันเข้ากัน แล้วมันสดมาก คือ เล่นมุขแล้วก็
ขำกัตรงนั้นเลย เรียกว่า Happening มุข อย่างงี้ ส่วนตัวเราชอบหมูเห็ดเป็ดไก่
ชอบ อ.โรเบิร์ต ชอบ โจเซฟนักเรียนแลกเปลี่ยน โอยย เยอะ ขำดี ชอบๆๆๆ
ปล. ช่วงที่คัตป่วย มีแฟนรายการมาถามถึงทุกวันเลย จนเราต้องท่องชื่อโรค
ให้ขึ้นใจ "เนื้อเยื่อรอบซี่โครงอกอักเสบเนื่องจากอาการไอเรื้อรัง"ยาวเนอะ
หายแล้วก็ดูแลตัวเองด้วยเน้อ ^^
ปล . ทำไมการที่เรายังจำรายละเอียดของใครคนนึงได้ มันกลับทำให้เค้ารู้สึกว่า
ถือไพ่เหนือกว่าเราจนคิดว่าจะพูดจะทำอะไรกับเราก็ได้ ไม่ต้องแคร์ว่าเรา
จะรู้สึกยังไง ไม่ดีเลยที่เรายังจำได้ ตอนนั้นเสียความรู้สึกมาก แต่ตอนนี้ หายแล้ว
ไม่สนใจละ ช่างเหอะ ยังมีคนอีกเยอะที่ดีใจและเห็นคุณค่าที่เราใส่ใจเค้า
ปล. ตอนขับรถเป็นช่วงเวลาที่คิดอะไรออกเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องที่อยากเขียน
แต่พอมานั่งหน้าคอมก็จะลืมๆ ไป เมื่อก่อนพอนึกไรออกตอนขับรถก็จะโทรไปบอก
ให้เพื่อนจดให้ แต่ช่วงนี้เราขับรถช่วงดึกมากๆไง เค้าก็หลับกันหมดแล้ว
เลยไม่รู้จะโทรไปฝากกับใครดี ก็อาศัยจำๆเอา 555+
ปล. ได้น้อยก็ใช่ว่าไม่เคยได้,,อยู่ไกลก็ใช่ว่าไม่เคยได้เจอ
จบมันดื้อๆอย่างงี้แหละ
ไปเขียนเอนทรี่ใหม่ก่อนนะ
September 20 คนเรา...เอนทรี่นี้จะว่าด้วยเรื่องนิสัยเสียๆของคนเรา โดยดูจากตัวเองเป็นหลัก ดูจากคนรอบข้าง
บ้างเล็กน้อย
คนเรา...
ได้คืบจะเอาศอก
คนเรามักนึกถึงสิ่งที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เสมอๆ อันนี้เป็นคนละเรื่องกับเรื่องความก้าวหน้าในเรื่อง
สำคัญๆ นะ เพราะสำหรับเรา เรื่องสำคัญมักไม่ค่อยสำคัญ 555+
เมื่อสมัยเด็กๆ เคยอยากได้มือถือ อีริคสัน รุ่นพับ ๆ รุ่นแรกที่มีหลายสีๆ อ่ะ โคตรอยากได้
ถึงขนาดบอกกับตัวเองว่า ถ้าชั้นได้มือถือรุ่นนี้แล้ว ชั้นจะไม่อยากได้มือถือรุ่นไหนอีก แต่พอ
ซื้อมาใช้จริงๆ แปปเดียว ก็อยากได้โนเกียจอฟ้าใจแทบขาด เป็นซะอย่างงั้น บางทีก็เฝ้ามองสิ่งที่
มันไม่น่าเป็นไปได้ แล้วบอกกับตัวเองว่า ขอแค่ได้เข้าไปเฉียดๆใกล้ๆ ก็พอใจแล้ว แต่พอได้เข้าไป
เฉียดแล้ว ก็อยากจะสัมผัส พอได้สัมผัส ก็อยากได้เป็นเจ้าของ แบบว่า ขออีกหน่อยๆๆเหอะ 555+
สมัยก่อนเป็นมาก แล้วหยุดตัวเองไม่ได้ด้วย แต่เดี๋ยวนี้ เริ่มปลงได้ ถ้าอะไรที่มันไม่ไหว ก็จะบอก
ตัวเองไว้ว่า ..มีเท่านี้ ก็ ยังดี กว่าไม่มีอะไรเลย ...((แต่ก็ยังแอบพยายามต่อไป))
คนเรา...
ชอบหาข้ออ้างให้ตัวเอง
ประจำเลย เวลาตั้งใจจะทำอะไรแล้วทำไม่ได้ อย่างเช่น ตั้งใจว่า ต่อไปนี้จะไปทำงานแต่เช้า
แต่พอตื่นสาย ก็จะหาข้ออ้างว่า เพราะเมื่อคืนชั้นกลับดึก นี่ชั้นทำงาน 7 วันเลยนะ บลาๆๆ
ซึ่งมันทำให้เราเป็นคนไม่มีวินัย ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการโทษตัวเองไปเลยว่า แกอ่ะ ทำไม่ได้
หรอก 55555 ((แทนที่จะแก้ปัญหาด้วยการทำให้ได้ เวรกรรม))ก้มหน้ารับความผิดของตัวเอง
และพยายามแก้ไป และจากการสังเกตคนรอบๆตัว เวลาทำอะไรพลาด เค้ามักจะมีเหตุผลอะไรก็ไม่รู้
บางทีก็ฟังไม่ขึ้นเอาซะเลย มาอ้างๆเราก็จะเออออไป เพราะเรารู้ว่า มันต้องผ่านกระบวนการคิดและ
การรบรากับความรู้สึกผิดในใจของตัวเองมากแค่ไหน ก่อนจะกลั่นออกมาเป็นข้ออ้าง ถึงแม้ว่ามันจะฟัง
ดูไม่ได้เรื่องเลยก็ตาม เอาเหอะ ไม่มีใครอยากให้คนอื่นมองว่าเราผิด หรือพลาดหรอก
ยิ่งเรื่องความรักนี่ 5555+เวลาเราเลือกคนผิด เราพลาดหรือเราแห้ว จะมีเหตุผล ข้ออ้าง
มาปลอบใจตัวเองมากมาย บางข้อก็ โหวว นี่คิดมาแล้วใช่ป่ะเนี่ย แต่ก็เอาเหอะ เข้าใจๆๆ
คนเรา...
แนะนำคนอื่นได้ แต่ตัวเองเอาไม่รอด
นี่ก็ประจำเหมือนกัน มันก็เข้าทำนองว่า ไม่เจอกับตัวเอง ก็ไม่รู้ อะไรเทือกนั้น เวลาเพื่อนๆ มา
ปรึกษาไม่ว่าเรื่องอะไร อิคุนเตยเก่งหมด วิเคราะห์ได้เป็นเรื่องเป็นราว หลักการแน่นปึ้ก
แนะนำได้ทุกอย่าง แต่พอเจอเข้ากับตัว ก็นิ่งไปเหมือนกันนะ สรุปว่าเอาตัวไม่รอด แล้วก็
วิ่งไปพึ่งเพื่อนคนที่เราเคยแนะนำมันไป ((เพื่อนก็มีอยู่ไม่กี่คนหรอก ก็ต้องผลัดกันปลอบใจ))
มันก็แนะนำเราด้วยคำแนะนำที่เราเคยแนะนำมันน่ะแหละ ((อีกนิดนึงจะงงละ)) แล้วเราก็
จะเอ้อ...ฟังเหมือนไม่เคยได้ยิน ทำเหมือนมันไม่เคยออกมาจากปากเรา ให้ตายสิ
วันก่อน มีรุ่นน้องมาใช้บริการ Love Analyst เราก็แนะนำมันไป แล้วน้องเกี้ยวก็มาทัก
เราในเอ็มพอดี เกี้ยวบอกว่า พี่เตยนี่เก่งนะ เราก็เลยบอกไปว่า เรื่องที่เราแนะนำไป ไม่ใช่เรื่องใหม่
มันคือเรื่องที่ทุกคนรู้ แต่มักจะลืมไป ในเวลาที่เราเสียจริต พอหายแล้วมานั่งทบทวนดู ก็ขำตัวเอง
ทุกที ว่านี่มันคือสิ่งที่เราเคยแนะนำคนอื่นเค้าไปนี่หว่า 555
คนเรา...
ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา
ก็เป็นซะอย่างเงี้ย...ต้องรอให้เรื่องเล็กมันลุกลามเป็นเรื่องใหญ่ซะก่อน ถึงจะสำนึกได้ 555
ที่เห็นได้ชัดสำหรับเราคือเรื่องน้องขาว เวลาน้องขาวสบายดี เราก็จะตะบี้ตะบันขับมันไป
แต่พอมันเริ่มป่วยนิดๆหน่อยๆ เราก็ยังคงตะบี้ตะบันขับมันไป คิดว่า เอ้อ เดี๋ยวมีเวลาก่อนแล้วจะ
จัดการ ก็ทู่ซี้ขับไป จากอาการเล็กๆน้อยๆ ก็เริ่มลุกลาม จนสุดท้ายขับไม่ได้ จากที่อาจจะซ่อม
แค่หลักพัน มันก็งอกเป็นหลักหมื่น แล้วก็มาเศร้า เสียดายตังค์ บ่นตัวเองว่าทำไมไม่ซ่อม
ก็ตอนนั้นมันยังขับได้นี่ ต้องรอให้มันจอดตายก่อน ถึงจะนึกเอาเข้าอู่ เฮอๆๆ แล้วก็เรื่องความ
ไม่ระวังนี่นะ เคยเลินเล่อ เอากล่องใส่กล้องถ่ายรูปเปล่าๆ วางไว้ใกล้ๆกระจกหลัง แต่เอากล้อง
ซ่อนไว้ข้างล่างเบาะ พี่โจรก็ทุบกระจกซะ เป้าหมายคือกล่องที่ใส่กล้อง แต่พอพบว่ากล่อง
มันไม่มีอะไร พี่แกก็ค้นต่อ สุดท้ายก็ได้กล้องไป กระจกก็แตก จากนั้นก็นอยมาตลอด ซุกซ่อน
ทุกอย่าง แต่แล้วซักพักก็ลืมตัวอีก ชอบเอากระเป๋าที่ไม่มีของอะไร วางไว้เบาะข้างคนขับ
จนวันก่อน ไปกินข้าวกะฝน รถฝนโดนทุบกระจก เราก็นอยแทบตาย เพราะเผลอเอากระเป๋า
วางไว้บนเบาะอีกตามเคย แต่โชคดีที่รอดมาได้ ตอนนี้ก็ระวังมากขึ้นละ แต่ต้องรอให้กระจก
มันโดนทุบโชว์ซ้ำซาก ถึงจะนอยได้ขนาดนี้ แต่ก็เอาเหอะ อย่างน้อยจากที่ฝนโดนทุบกระจก
เราก็ได้รู้ว่า "ตำรวจเวรดึก สน ทองหล่อ น่ารักม๊ากกกกกกกกกกกกกก" ((ไม่เคยสลดเช่นเดิม))
คนเรา...
ชอบคิดแทนคนอื่น
บางทีเราก็แคร์คนอื่นมากไป พยายามคิดนู่นนี่แทนเค้า กลัวเค้าจะเหนื่อย กลัวเค้าจะไม่พอใจ
คิดไปก่อนสารพัด ทั้งที่จริงๆ แล้วเจ้าตัวเค้าอาจจะไม่คิดอะไรเลยก็ได้ การคิดแทนคนอื่นจะทำให้
เราจิตเสียเองก่อนเวลาอันควร ดีไม่ดี คนอื่นพาลมองคนที่เราคิดแทนเค้าว่าเรื่องมาก เพราะเรา
ขอนู่นเอานี่เผื่อเค้าไว้ ลำบากใจเข้าไปใหญ่ทีนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่เราจะคิดแทนใครซักคนนึงเนี่ย
มันจะอยู่บนพื้นฐานของความหวังดี และมีคนสองประเภทที่เราจะไปคิดแทนเค้า คือคนที่เราไม่รู้จัก
เราก็จะไม่รู้ว่าเค้าจะคิดยังไง เมื่อไม่รู้ ก็เลยต้องคิดแทนให้ อย่างงี้แหละที่จะทำให้เราจิตเสีย บางคน
เราไม่กล้าพูดกับเค้าเอง แต่ถ้าต้องการคำตอบอะไร เราจะคิดแทนเค้าเลย แล้วก็จะโดนด่า ว่าทำไม
ไม่ถาม มานั่งเทียนคิดแทนเค้าทำไม กับคนอีกประเภทคือ คนที่เรารู้จักเค้ามากในระดับนึง เราก็จะคิด
แทนได้ว่า ถ้าเป็นแบบนี้เค้าไม่ชอบ แบบนี้เค้าไม่ทำ ซึ่งอย่างหลังเนี่ย ส่วนมากสิ่งที่เราคิดจะถูก
ขึ้นอยู่กับการเก็บข้อมูลของเราด้วยแหละ ถ้าจะให้ดี ก็ถามๆเจ้าตัวไปเหอะ มานั่งคิดแทนเค้า
บางทีมันก็เสียเวลา ทำให้งานเดินช้าด้วย แต่สำหรับบางคน เรารู้สึกว่า เราคิดแทนเค้าได้
หรือแม้กระทั่ง คิดให้เค้าได้เลยก็มีนะ
คนเรา...
ใช้ความรู้สึกตัดสิน
เรื่องบางอย่าง ใช้ความรู้สึกไปสัมผัส ไปตัดสิน มันก็จะเป็นเรามากกว่าการใช้เหตุผล แต่บางอย่าง
ที่มันเป็นสิ่งที่มองเห็นอยู่ตรงหน้า ไม่ต้องใช้ความรู้สึกตัดสิน เราก็ไปใช้ความรู้สึกกับมัน ผลก็คือ
พังครับ ...ชัดเจนที่สุด คือการขับรถ ((อีกแล้ว)) คนบ้าอะไรใช้ความรู้สึกขับรถ เคยขับรถลง
จากลานจอดรถ อยู่ๆ ก็รู้สึกว่า มันควรจะหักเลี้ยวได้แล้ว แล้วก็หักเลย โดยไม่มอง...ชนโครม
เข้าเต็มๆ กับที่กั้นคอนกรีต ข้างซ้ายเยินทั้งแถบ อีกทีก็ขับรถไปถึงทางแยก เห็นรถมาจากทางซ้าย
ก็ใช้ความรู้สึกตัดสินว่า เดี๋ยวเค้าต้องหยุด ก็เลยเลี้ยวออกไป เหอๆๆๆ ไม่รอด ๆไฟหน้าแตก กันชนหัก
สงสัยคู่กรณีก็คงใช้ความรู้สึกตัดสินเหมือนกัน 555+
คนเรา...
ลืมนับถือตัวเอง
เพิ่งพบความจริงข้อนี้ของตัวเอง ในวันที่ชะนีทั้งสี่ไปนั่งชิวกันที่ซัมเมอร์ บัวเอาเรื่องงานมาปรึกษา
ฝนก็เลยริเริ่มประเด็นการขุดคุ้ย "แก่น" ของแต่ละคน ซึ่งแก่นเนีย มันคือความคิดพื้นฐานของ
แต่ละคนและจะมีผลต่อความคิดและการกระทำของคนเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ ส่งผลเป็นทอดๆ
เหมือนเป็นลูกโซ่ ลองนั่งนึกดูว่า "แก่นของเราคืออะไร" น้อยคนที่จะตอบได้ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำ
เราคือหนึ่งในนั้น
..แก่น ของชะนี..
ฝน :: เป็นคนเข้มแข็ง แมนสุดๆ แต่จริงๆ แล้วฝนเป็นคนอ่อนไหวมาก ต้องการผู้นำ ต้องการหลัก
ยึดเหนี่ยว แต่เมื่อหาไม่ได้ ฝนก็ต้องสร้างคาแรคเตอร์ของความเข้มแข็งมาเคลือบจิตใจที่อ่อนยวบไว้
เหมือนกับฐานพีระมิดที่ไม่มั่นคง พีระมิดนั้นก็ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่หรอก ซึ่งเหล่านี้เป็นผลมาจาก
ครอบครัวไม่สมบูรณ์นัก ภาพ role model ของผู้นำในความทรงจำ ค่อยๆถูกทำลายไปเรื่อยๆ
ทำให้ฝนต้องแสวงหาความมั่นคงตลอดเวลา เป็นพวก unsecure
แคท :: ขี้เหงา ขี้เบื่อ ต้องมีเป็นเพื่อนคุย กุ๊กกิ๊กๆ บริหารเสน่ห์ทำให้ใครๆ มารัก นี่ก็เป็นผลมาจาก
ครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์เหมือนกัน เป็นพวกขาดความรัก
บัว :: ลังเล สมบูรณ์แบบนิยม สร้างกรอบให้ตัวเอง เพราะครอบครัวที่แสนดีของบัว
หล่อหลอมให้บัวเต็ม และรู้สึกปลอดภัย จนไม่กล้าเอาตัวเองมาทดลองกับความเสี่ยงทุกๆประเภท
ที่ลังเล ก็เพราะอยากจะหาจุดที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับตัวเอง จุดที่คนอื่นจะไม่มองว่าบัวไม่ดี
เป็นพวกที่รักตัวเองมาก
เตย :: ชอบท้าทายตัวเอง อยากเป็นคนพิเศษ และทุ่มเทมากเพื่อให้ได้เป็น เป็นลักษณะที่
ทำจนติดไปแล้ว ไม่รู้ตัว 555+ ตอนแรกหาแก่นตัวเองไม่เจอ แต่พอพูดไปเรื่อยๆ ก็เจอความจริง
ที่น่าตกใจว่า ทั้งหมดที่ทำ เกิดมาจากแก่น หรือ ความคิดฝังหัวที่ว่า "ก็ชั้นมันไม่มีอะไรดีเด่น
สวยก็ไม่สวย เก่งก็ไม่เก่ง จะไปสู้ใครเค้าได้" เวลาอยากจะทำอะไรซักอย่างก็จะท้าทายตัวเองว่า
"ดูเด๊ะ อย่างแก..จะทำได้มะ" ก็เลยต้องฮึด บ้าพลัง ก้มหน้าก้มตาทำๆๆๆๆ ทุกวิถีทาง พอทำได้
ก็จะบอกกับตัวเองว่า นี่ไง..อย่างชั้นก็ทำได้นะเว่ย สรุปว่า อินี่ เป็นพวก ไม่นับถือตัวเอง
บางทีคนเราก็มักจะให้ความสำคัญกับคนอื่นมากไป จนลืมให้ความสำคัญกับตัวเอง ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตาม
ที่เรานับถือตัวเองน้อยลง การตระหนักถึงคุณค่าในตัวเองของเราก็จะต่ำลงไปด้วย ดังนั้น การที่เรา
ลดความเป็นตัวเองลงมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งรู้สึกด้อยค่า ถึงแม้ว่าเราจะได้ในสิ่งที่เราต้องการ หรือ
เป็นที่รักของใครๆ แล้วก็ตาม ((เขียนเองก็ต้องอ่านเตือนตัวเองเยอะๆ แต่เดี๋ยวก็เข้าอีหรอบเดิม
แนะนำคนอื่นได้ ตัวเองเอาไม่รอด 55)
พอแค่นี้ก่อน ยิ่งเขียนยิ่งกลัวตัวเอง 5555+
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
Appendix
มีเรื่องน่ารักเรื่องนึง ต้องขอจดไว้หน่อย
ไหวมั้ย
ไหวมั้ยเป็นชื่อน้องหมาตัวน้อย ที่ตูนเก็บมาจากแถวๆ ทางรถไฟหลังอาร์ซีเอ ขาหลังซ้ายมันเป๋
เวลามันเดินลงบันได หน้ามันจะทิ่มพื้นตลอดเวลา ด้วยความเป็นคนมีเมตตา ((แหวะๆๆๆ))
ของตูน ก็เลยเก็บมาที่ออฟฟิต ด้วยความที่คิดว่ามันคงจะเจ็บขา อยากจะเอามันมารักษาก่อน
วันแรกที่มามันดูหงอยๆ นอนนิ่ง ไม่ร้อง ไม่เห่า เราก็คิดว่ามันคงเจ็บขามากแน่ๆ ((นั่นไง คิดแทน
หมาอีก)) ก็เลยตั้งชื่อให้มัน โดยมีหลายชื่อที่เข้านอมินี แล้วแต่ ((รู้สึกเฉยๆ กับชื่อนี้แล้ว
เมื่อก่อนเคยคิดว่าถ้ามีหมาจะให้ชื่อนี้ แต่เดี๋ยวนี้พูดคำนี้บ่อย เลยไม่อินแล้ว)) อย่ามา
((ชอบมากเหมือนกัน แต่กลัวมันสับสนเวลาเรียก ว่ามันควรจะมา หรือ อย่ามา)) ก็เลยมาลงตัว
ที่ ไหวมั้ย เพราะดูจากความซึมเซาของมัน เห็นแล้วก็นึกในใจว่า ไหวมั้ยวะเนี่ย พวกเราเลี้ยง
ไหวมั้ย ไว้ในกล่อง โดยมีพี่จิ๋มคอยไซโค ให้รีบจัดการเอามันออกไปจากออฟฟิศให้เร็วที่สุด
คืนแรก ไหวมั้ยต้องนอนที่ออฟฟิตเนี่ยแหละ เจมส์บอกว่า มันร้องทั้งคืน วันต่อมา ไหวมั้ย
เริ่มซ่า เจอเรามีกวักมือเรียก น่ารักโคตรๆ ใครผ่านมาก็ต้องแวะมาเล่นด้วย ซายจับอาบน้ำ
เตรียมตัวพาไปหาหมอ ตูนกะเรา พาไปตรวจ ผลเอ๊กซเรย์บอกว่า ขานี่เจ็บนานจนกระดูก
มันติดสนิทไปแล้ว มันจะต้องเป๋เป็นหมาสามขาไปตลอดชีวิต แต่ถ้าอยากให้ดีกว่านี้ก็แนะนำให้
ผ่าตัด ซึ่งงบก็อาจสูงถึงหลักหมื่นได้ แต่ถึงยังไงมันก็ยังต้องเป๋อยู่ดี เรากะตูนก็คิดไม่ตก
พอดีว่ามีคนฟังที่ฟังพวกเราอยู่ว่าต้องการหาคนที่รักหมา มารับไหวมั้ยไปเลี้ยง ก็มีคนมารับมันไป
ตอนที่จะไป มันพยายามออกมาจากกล่อง แล้ววิ่งมาหาเรา เราก็เดินหนี มันก็เดินตามๆๆ จนเหนื่อย
แล้วมันก็เลยนั่งลงแล้วกวักมือเรียกเรา โอ๊ยย น้ำตาจะไหล รีบจับมันลงกล่อง แล้ววิ่งหนีไปซ่อน
ให้คนฟังรีบเอามันออกไปเลย เดี๋ยวใจอ่อน อยู่ด้วยกันแค่สองวัน ยังรักมันเลยอ่ะ หวังว่าคุณ
คนนั้นคงเลี้ยงมันอย่างดี ไว้ว่างๆ จะไปเยี่ยมนะ ไหวมั้ย
![]() ![]() อ่ะๆๆ ทำงานๆ
2talk ครั้งที่ 24 รักคนที่เค้ารักเราดีกว่า จริงเหรอ ??
หัวข้อนี้ มีคนฟังขอมา บอกว่าอยากฟังสองหนุ่มถกกันเรื่องนี้ น้องขอมา พี่ก็จัดให้ แต่ไหงคุยไป
คุยมา งงหัวข้อกันอีกละ 555+ คือตีความหัวข้อแล้ว งง ว่าตกลงเหตุผลอันนี้มันเป็นของฝั่งไหน
กันแน่ พี่คัตเรา งงออกอากาศไป แต่ก็ใช้ความสามารถเฉพาะตัว แถเถือกๆ กลับมาได้อย่างสวยงาม
วีคนี้แอบเสียดาย ถ้าไม่งงกันเอง จะเป็นหัวข้อที่จี๊ดมาก ชอบความเห็นคนฟัง บางคนพูดแล้ว เรานี่
แทบจะกรี๊ดออกมา โดนใจมาก นี่แหละคนฟังที่เราต้องการ
2talk ครั้งที่ 24 รักคนที่เขารักเราดีกว่า...จริงเหรอ?
ชั่วโมงแรก http://www.MegaShare.com/265462 ชั่วโมงสอง http://www.MegaShare.com/266071 2talk ครั้งที่ 25 นั่งรถเมล์ไปไหนๆ สบายใจกว่าขับรถ
วีคนี้สบายหน่อย เพราะหัวข้อนี้ไม่ต้องหาข้อมูลมาก เป็นเรื่องที่ใช้อยู่ในชีวิต
ประจำวันอยู่แล้ว วีคนี้สแตมเงียบไป พี่คัตเราก็ข้อมูลแน่นสุดริด และตอนนี้ เราอยากให้
ระวังเรื่องคำพูดติดปากต่างๆ มันเริ่มกลับมาอีกแล้วคับ วะ เว้ย อย่าลืมระวังด้วยน๊า
อีกอย่างนึงคือ การ register เสียงตัวเอง เพราะมีคนฟังใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลา
เราต้องบอกเค้าด้วยว่าเสียงนี้ใคร เสียงนี้ใคร มีเพลงด้วย แตมนั่งนึกมาให้
น่ารักดี
2talk ครั้งที่ 25 นั่งรถเมล์ไปไหนๆ สบายใจกว่าขับรถ
ชั่วโมงแรก http://www.MegaShare.com/270016 ชั่วโมงสอง http://www.MegaShare.com/270649 2talk ครั้งที่ 26 ดูเอเอฟ ดูอะไรนิสัยหรือความสามารถ
หัวข้อนี้ คัตโตะคิด!! อินเทรนด์มากๆ เพราะวีคนี้เป็นวีคตัดสินของเอเอฟพอดี
จะบอกว่า วีคนี่เป็นวีคที่เราชอบมากที่สุดในรอบหลายๆเดือนที่ผ่านมา เหตุผลที่หยิบ
ยกมาคุยกันมันช่างจับใจ แล้วสองคนก็มีบทบาทพอๆ กัน การรับส่งเหตุผลของทั้งสอง
ฝั่งเป็นไปอย่างมีจังหวะ เถียงกันสนุก มีมุขตลกแทรก มีเพลง "ที่แต่งใหม่ทั้งเนื้อ
และทำนอง" เพื่ออาทิตย์นี้โดยเฉพาะ แต่นิดนึงก็คือ เวลาที่เถียงๆกันเนี่ย แลกกัน
คนละหมัดแบบนี้ดีแล้ว แต่ว่า ต้องช้าลงนิดนึง บางทีแตมยังพูดไม่จบประโยคดี คัตสวนปั๊ป
คนฟังอาจจะงงได้ วิทยุมันไม่มีภาพ มันต้องไม่เร็วจนเกินไป ไม่อย่างงั้นคนฟังจะตามไม่ทัน
และพยายามเรียกชื่อกันบ่อยๆ เพื่อ register เสียงไปในตัว แต่โดยรวมแล้ววีคนี้
เราชอบมาก ติดดาวให้
2talk ครั้งที่ 26 ดูเอเอฟ ดูอะไร นิสัย หรือ ความสามารถ
ชั่วโมงแรก http://www.MegaShare.com/271204 ชั่วโมงสอง http://www.MegaShare.com/271247 ปล. ถ้าไม่ได้ฟังทูทอล์ค พลาด หรือยังไม่เคยฟังเลย ก็คลิกที่ลิงค์ โหลดได้เลย ลองฟังดู
สนุกดีนะ
ปล. วันนั้นไปดูคัตเล่นคอนเสิร์ตกะแตมกะพี่บี มีน้องๆมาทวงว่าอยากอ่านบล็อกแล้ว
หลายคนเหมือนกัน ไม่รู้ว่ายังรออ่านอยู่ป่าว หรือว่า รอนานจนเลิกรอไปแล้วก็ไม่รุ้ 55+
ปล. คัตโตะบอกว่า เราเหมือนแมวน้ำ T_T
ปล. วันก่อนเชอรี่ซื้อตุ๊กตาแมวน้ำมาให้ บอกว่าเห็นแล้วนึกถึง -__-'แล้วก็ได้น้องหมีจากคนฟัง
มาอีกตัว น่ารักมากๆ
![]() ![]() ปล. พี่เหนือกลับมาแล้ว แต่รถเพิ่งโดนชน แหกเลย สงสารสนุปปี้
ปล. อยากออกกำลังกาย อยากไปว่ายน้ำ ต้องจัดเวลาไปว่ายน้ำให้ได้
ปล. ย้ายเวลาจัดแล้ว เป็น ทุ่มครึ่งถึงสามทุ่ม จันทร์ - ศุกร์ สลับกะตูน
ปล. มีเพลงนึง ชอบมากตอนนี้
Song ::ใกล้กว่าดาว
artist ::Lonely Lego
Album :: Men's Room
Label :: Luck Music
ฉันยังคงเหมือนเคย นั่งตรงนี้ นั่งข้างเธอทุกที ที่มองดาว
เธอก็เป็นเช่นเคย ท่ามกลางค่ำคืนเหน็บหนาว
เฝ้ามองแสงดาว ที่แสนไกล
อาจจะมีดวงดาวตั้งมากมายที่ช่างมีความหมายให้เธอมอง
แต่จะมีดวงไหนที่ลอยล่อง มาประคองข้างกาย
อย่างเช่นฉันคนนี้ ที่รักเธอ แค่ลองมองสักครั้งจะได้ไหม
"อาจไม่ดูดีเท่าดาวดวงใด แต่ฉันอยู่ใกล้กว่าดาว"
คนที่อยู่แสนไกล เธอไขว่คว้า คนที่อยู่ใกล้ตา มองข้ามไป
อยากให้เธอลองมองที่ฉัน คนที่ฝันถึงเธอได้ไหม
ไม่มีหรอกดาวดวงไหน จะให้รักเธอ
อาจจะมีดวงดาวตั้งมากมายที่ช่างมีความหมายให้เธอมอง
แต่จะมีดวงไหนที่ลอยล่อง มาประคองข้างกาย
อย่างเช่นฉันคนนี้ ที่รักเธอ แค่ลองมองสักครั้งจะได้ไหม
"อาจไม่ดูดีเท่าดาวดวงใด แต่ฉันอยู่ใกล้กว่าดาว"
ดาวส่องแสงมาทั่วทุกแห่ง แบ่งความรักให้ทุกคน
แต่ฉันคนนี้มีรักทั้งใจ เก็บเอาไว้ให้เพียงเธอ อาจจะมีดวงดาวตั้งมากมายที่ช่างมีความหมายให้เธอมอง
แต่จะมีดวงไหนที่ลอยล่อง มาประคองข้างกาย
อย่างเช่นฉันคนนี้ ที่รักเธอ แค่ลองมองสักครั้งจะได้ไหม
อาจไม่ดูดีเท่าดาวดวงใด แต่ฉันอยู่ใกล้กว่าดาว
"อาจไม่ใช่ดาวที่เธอมี แต่ฉันคนนี้รักเธอ" ใครอยากฟังขอได้ที่ทรูมิวสิคเรดิโอ 93.5 คิคิ ขายของก่อนไป
August 28 Live in a weekเอนทรี่ที่แล้วดราม่าสุดๆ กันไปเลย ขอบคุณมากๆสำหรับทุกคอมเมนต์
แต่ขอบอกเลยว่า ช่วงที่ผ่านมา เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่
กลายเป็นคนที่นึกจะทำอะไรแล้วจะทำทันที และจะไม่หยุดทำจนกว่าจะเสร็จ
ต้องบังคับใจตัวเองอย่างหนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าการที่เลิกวิธีการทำงาน
แบบตามอารมณ์ตัวเองแล้วจะทำให้เรามีเวลามากขึ้น เสร็จงานเร็วขึ้น หรืออะไร
เพราะงานที่ต้องทำก็เยอะขึ้น ต้องตัดสินใจ ต้องคิดเผื่อตรงนู้นตรงนี้ กลายเป็นว่า
เรายิ่งมุกับงานมากขึ้นไปอีก พะวงอยู่กับมันค่อนข้างเยอะ จนหลายคนทักว่า
เราดูเครียดขึ้นทันตาเห็น อันนี้สถานการณ์มันบังคับให้เป็นไป เราไม่อยากเป็นอย่างงี้
เจมิกทักว่าหน้าซิ่มมาก แต่ก็เอาเหอะ มันส์ดี อดทนแค่ช่วงเดียวเท่านั้น ก็ดีเหมือนกัน
หัดเป็นคนมีวินัยและคุมตัวเองให้ได้ ทำงานเสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน น่าภูมิใจออก
เอนทรี่ที่แล้ว เขียนในร่างของตัวเองแบบสุดๆ เอนทรี่นี้กลับสู่ร่างของตัวเองระดับ
ปกติ แถมร่างผู้รักษาการ(แทน) นิดหน่อย หึหึ
ช่วงที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะเป็นวันหนักๆ อัดแน่นไปด้วยงาน แต่ก็ถือว่าเป็นสัปดาห์มิตรภาพ
ที่เราได้เอนจอยกับเพือนๆ เยอะเหมือนกัน เอางี้นอกจากจะเป็นการบันทึกเหตุการณ์แล้ว
เราจะเป็นไกด์แนะนำที่ที่เราไปมาด้วยดีกว่า จะได้ไม่น่าเบื่อ
วันเสาร์ : 2talk
คราวที่แล้วมัวแต่คร่ำครวญเลยไม่ได้คอมเมนต์ ...วีคนี้เราคุยกันเรื่องโรงเรียนสห กับ
โรงเรียนหญิงล้วนชายล้วน กว่าจะมาเป็นหัวข้อนี้ได้ ก็ผ่านการคัดเลือกมาจากหลายๆหัวข้อ
แล้วสองหนุ่มนี้เค้าก็ดันมาชอบหัวข้อเดียวกันซะอีกแน่ะ สมแล้วที่ต้องมาจัดรายการคู่กัน
พอถึงเวลาจัดจริงก็สนุกดีนะ ขำดี แต่ก็อย่างที่แตมบอกว่า รับสายเร็วไปหน่อย
เลยได้ถกกันเองน้อย เราก็เห็นด้วย รับสายเยอะก็ดี ดูคนฟังมีส่วนร่วม แต่ถึงยังไง
แตม กะ คัต ก็ต้องเป็นพระเอก ไม่เป็นไร ถือว่าลองดูหลายๆสูตร ค่อยๆว่ากันไป
เราชอบนะเวลามาแถๆกัน มันดูสดดี เชื่อดิว่า มีคนฟังเค้าต้องชอบมุมมองประหลาดๆ
ของคนสองคนนี้
2talk ครั้งที่ 21 "เรียนที่ไหนดีนะ สห หรือ โรงเรียนชายล้วน หญิงล้วน"
ชั่วโมงแรก http://www.MegaShare.com/250648 ชั่วโมงสอง http://www.MegaShare.com/250647 เอเอฟเสาร์นี้ ปุยฝ้ายออก ทำเรางงเหมือนกันนะ ปีนี้เค้าใจร้ายเหมือนกันวุ้ย เดาทาง
ไม่ถูกเลย พอจัดรายการเสร็จ จี๊ปมาหา ก็เลยไป prop bar สนุกดี
prop bar : พร๊อบบาร์ อาร์ซีเอ อยู่ตรงข้าม tops วันศุกร์ +เสาร์คนเยอะมาก
แต่ละคนดูตั้งใจมา ดูจากการแต่งตัว มันจะไม่สก๊อยเหมือนร้านทางหัวถนน
เราเองก็ไม่ได้มานานมากกกก พักหลังที่เค้าเปลี่ยนเป็นเล่นดนตรีสด นี่เป็น
ครั้งแรกที่ไป มีเครื่องเป่าเยอะๆ นักร้องหญิงเสียงดี๊ดี การเล่นสดโดยมีเครื่องเป่า มันเล่นได้
ทุกเพลงเลย เต้นได้ทุกเพลงเลยด้วย สุดๆ วันนี้คุนเตยกระแดะกินเบียร์ ซึ่งปกติไม่กินนะ
ก็กินไปแก้เขิน แก้มือว่าง เวลามีใครมาชนด้วยจะได้ชนกะเค้าได้ อยู่จนร้านปิด แล้วก็
แยกย้ายกันขึ้นแท็กซี่กลับ เพราะรถยังไม่ได้ซ่อม คิดแล้วเซ็ง เฮ้อออ นอยค่ะ
วันอาทิตย์ : Jerhigh
งาน pet expo ที่ศูนย์สิริกิตติ์ ไปดูแตม กะ คัต ที่บูธ Jerhigh แต่ไปถึงเร็วเลย
ไปนั่งรอคัตที่ Retro Live Cafe กะแตม เซนเตอร์พอยต์แมกกาซีนออกแล้ว
มีสัมภาษณ์สองดีเจไอดอล ตื่นเต้นๆๆ
Retro Live Cafe : ร้านอาหารไฮโซหน่อยๆ อยู่ในศูนย์สิริกิติ์
ตอนบ่ายๆ ก็ยังเงียบเหมือนเดิม ทั้งร้านมีสองโต๊ะ แต่ก็ดีสองหนุ่มก็ซ้อมเพลงกันที่โต๊ะเลย
การเตรียมตัวพร้อมมาก 555 กินน้ำไปคนละแก้ว เชคบิลมา ดริงกิ้ง วอเตอร์ 75 บาท
แพงม๊ากกก~* แตมถึงกับมองหน้าเด็กเสริฟ โห...งี้ เด็กเสริฟก็หัวเราะแหะๆ
ตลกดี ขำกันจะแย่
ที่บูธวันนี้คนเยอะ น้องหมาก็เยอะ มีโกลเด้นตัวน้อย น่ารักโคตรๆ มานอนฟัง ที่สองคน
บอกว่ามีแฟนคลับเพิ่มขึ้นอีกหลายพันธุ์นี่ คงจะจริง 555 ทางjerhigh แฮปปี้มากๆ
คนดูก็แฮปปี้ น้องหมาก็แฮปปี้ ได้อาหารหมามาเยอะมาก แทบขนกลับไม่ไหว ที่บูธเปิด
เพลงที่แตมทำให้วนไปเรื่อย ดีใจแทน ^^
กลับมาเจอชะนีฝน ชะนีบัว รอกันอยู่ที่คุโรดะ ร้านอาหารญี่ปุ่นสุดเลิฟ กินกันอิ่มจนพูดไม่ออก
คุโรดะ : เดินเลยจากพร็อบบาร์มาหน่อย ก็จะเจอร้านนี้ จะได้อีกฟิลล์ของการกินอาหารญี่ปุ่น
ถ้าเทียบกะฟูจิ ร้านนี้จะญี่ปุ่นกว่า บรรยากาศร้านนี้ เราชอบมากกว่าสาขาตรงเอกมัย
อันนั้นมันแออัดไปหน่อย แต่สาขาอาร์ซีเอนี่โปร่งๆ ง่ายๆ ดี พูดถึงอาหาร เราเลิฟแซลมอน
ร้านนี้มาก เป็นบุฟเฟต์ที่ให้เยอะจริงๆราคาถูกแสนถูก เสียอย่างเดียว พนักงานเสิร์ฟดูแลลูกค้า
ไม่ค่อยทั่วถึงเท่าไหร่ มันช้าน่ะ
แต่ว่า ไปกินคุโรดะกะฝนแล้วเคยได้ปลาดิบฟรี เพราะเชฟชอบฝน 5555+
กินคุโรดะมาทีไร จะเอียนปลาดิบไปพักนึง เพราะกินเข้าไปเยอะมากๆๆ แต่แปปเดียวก็จะอยาก
กลับไปกินอีก ...ใส่กัญชาป่าวเนี้ยยยย
จันทร์ : MK Trendi
ตอนแรกเจริญนัดไปทำธุระกะแตม ก็มาชวนเราไปกินข้าวด้วย แล้วก็เลยเถิด ขบวนการเอ็มเค
ขยายเป็นนับสิบชีวิต!! พอดีวันนี้เป็นวันเกิดพี่เหนือด้วย ก็ดีเลย ได้มากินข้าวด้วยกัน
ฉลองวันเกิดพี่เหนือ เวลารวมตัวกัน ยังไงก็สนุก หัวเราะมากกว่ากินนะ
MK Trendi : มีเต้นด้วย เป็นรอบๆ ชอบชะมัด นับถือพนักงานมากเลยนะ ต้องทำกันถึง
ขนาดนี้ 555 บางคนก็เต้นแร๊งแรง เราก็เรียกคนที่เต้นแรงๆ มาเต้นที่โต๊ะ พวกเราก็เชียร์เค้าเต็มที่
แทบจะออกไปช่วยเค้าเต้น ....อย่าเขินอาย ๆ ตูดอย่าหาย ๆ คนในร้านให้ความสนใจกันมาก
แต่สนใจโต๊ะเรานะ มองกันมาเป็นตาเดียวเชียวล่ะ ส่วนแตม กะพี่บุ้ง โน่น..อายมุดโต๊ะไปแระ
หลังจากกินอิ่ม เราก็นั่งคุยกัน ด้วยเรื่องเพลง เรื่องวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ แล้วก็อวยพร
พี่เหนือกันทีละคน พูดจบแตมก็ริเริ่มการรวมมือ เอามือมาวางทับๆ กันแล้ว เฮ้!! ดูเหมือนจะตลก
แต่เราว่ามันดีนะ เรารู้สึกว่า ถึงแม้ว่าเราเอง กำลังต้องเจอกับอะไร ต้องเป็นด่านหน้า แต่เราก็ยังมีคน
ที่อยู่ข้างเรา คิดเหมือนเรา วันนั้นเราแอบเอาพลัง (ความแค้น) ของแต่ละคนมาเติมพลังให้ตัวเอง
ด้วย เอาวะ..ลองดูซักตั้ง แล้ววันจันทร์ที่โหดร้ายของเรา ลงเอยด้วยรอยยิ้ม...จนได้
อังคาร : The Forum Sale
วันนี้เป็นวันเปิดงาน ขายของตรงฟอรั่มโซน ที่เซ็นทรัลเวิล เจอรี่เป็นออการ์ไนซ์งานนี้ เลยจ้าง
แตมกะคัตไปร้องเพลงกัน ((เอ้อ ช่วงนี้ขายดีแฮะ))ร้องเสร็จ เค้าพาไปเลี้ยงอาหารอิตาเลี่ยน
Bar Italia's : อยู่ๆ ก็ได้กินอาหารอิตาเลี่ยนฟรี 555+ ดีจัง ไปกันอย่างเยอะ
ทั้งซาย ซัน พี่เหนือ พี่บี แตม คัต เจอรี่ เรา ...กลายร่างเป็นการรวมกลุ่มขนาดกลางอีกแล้ว
อาหารที่นี่เสิร์ฟเป็นคอร์ส แต่คอร์สนึงเล็กๆ อ่ะ มีซุป สลัด มาก่อน ...ซีซ่าร์อร่อยมาก
แล้วก็มีพวกปลา ปิดท้ายด้วย สปาเกตตี้ กะ ลาซานญ่า ลาซานญ่าชีสเยอะดี เข้มข้น ชอบๆ
สปาเกตตี้ก็รสชาติถูกปากคนไทย ใช้ได้ๆ ส่วนบรรยากาศของร้านนี้ มันเป็นร้านแบบเปิดโล่ง
คนเดินผ่านไปผ่านมาก็จะเห็นพวกเรานั่งเมาท์กันอยู่เสียงดังมาก 555+ แล้วแต่ละเรื่องที่คุย
กันมันก็ช่าง...เสี่ยง.. จริงๆ หึหึ ไม่เหมาะที่จะมาเดทกันนะฮะร้านนี้ เพราะมันโจ่งแจ้งไป
หน่อย ทำไรกันคนข้างนอกเห็นหมด 55555555+ แต่ถ้าใครเป็นคนเปิดเผย ชอบกินข้าว
โชว์คนทั่วไป ก็ไปลองได้ที่เซ็นทรัลเวิล ชั้น 6
หลังจากกินเสร็จ เจอรี่ กะพี่เหนือ ก็แยกไปก่อน เราก็ไปประชุมกลุ่มย่อยกันต่อที่ สเวนเซ่นส์
อันนี้ยิ่งแล้วเข้าไปใหญ่ การเมาท์เริ่มดุเดือด เสียงเริ่มดัง คนเริ่มมอง แต่ไม่แคร์ 555+
มีท่าทางประกอบ ออกรสมากๆ พี่บีถึงกับเอ่ยปากชมว่า "คัตโตะตลกมาก ไม่คิดว่าจะเป็น
คนฮาเช่นนี้" หัวข้อสนทนาที่นี่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอวกาศเป็นหลัก มีทั้งยานแม่ และ กระสวย
เราก็ขำจนเหนื่อยเหมือนกันนะ มีโชว์มายากลด้วย พอดีเอ๊ดดี้มาหาคัต ก็เลยโชว์กลไพ่
พี่บีหัวใจแทบวาย ตื่นตาตื่นใจกันมาก กินไอติมเสร็จ ก็รวมมือกันอีกที ก่อนจะแยกย้าย
ซายมาส่งที่ออฟฟิตด้วย แต๊งกิ้ววววววววว ผ่านไปอีกวัน ที่อร่อย และ ขำ
พฤหัส : เซกิเต
วันนี้นัดทำเทปรายการ 2talk จะออกอากาศวันเสาร์ก่อนวันแม่ มีเวลาจัดจริง ชม.เดียว
ก็ทำกันไป แปปเดียวก็เสร็จ เสร็จแล้ว คัตก็ชวนไปกินเนื้อย่าง ที่พี่ตี้รับประกันว่าเด็ดมาก
เซกิเต : ถือเป็นไฮไลท์ของเราในวีคนี้ ร้านเนื้อย่างและชาบู อยู่ใต้ตึกชาญ 2 เพิ่งรู้ว่า
ใต้ Head office เก่าเราจะมีร้านอาหารที่คนเยอะขนาดนี้อยู่ คัตบอกว่า ร้านนี้
ไม่ได้มากินกันง่ายๆ มันต้องจองที่ล่วงหน้านะคะ บรรยากาศในร้านก็ไม่ได้มีอะไรมาก
หน้าตาจะคล้ายๆ ร้านพวกไดโดมอน แล้วก็มีควันตลบอบอวลไปหมด พวกเราอยู่ในห้อง
ที่แยกต่างหาก ก็จะค่อยยังชั่วนิดนึง ในห้องนั้นอบอุ่นมาก ทั้ง คุณน้องโอ๋ คุณบุ๋ม คุณบิ๋ม
คุณปอ แตม คัต เรา แล้วก็ตามมาสบทบด้วย ฝน แทน พี่ตี้ ร้านนี้เสิร์ฟเนื้อทีเป็นจานใหญ่ๆ
เนื้อสไลด์บางๆ วางลงบนเตาร้อนๆ ไม่ต้องสุกมาก โอวว สวรรค์ชัดๆ มีทั้งแบบเนื้อเพียวๆ
กับเนื้อที่มีมันแทรก ซึ่งอันหลังนี่จะนุ่ม มันกว่า อร่อย เลิศ แต่เราก็ชอบแบบเนื้อล้วนๆ
มากกว่าแหละ ของเด็ดอีกอย่างคือพวกผักที่เป็นเครื่องเคียง อร่อยดี ส่วนชาบูนี่ สารภาพ
ว่าไม่ได้ให้ความสนใจมันเท่าที่ควร เพราะเราทุ่มเทให้กับเนื้อที่อยู่ตรงหน้ามากกว่า
พี่ตี้ กะแทน ดูจริงจังกับการกินมาก ไม่พูดไม่จา 555+ อาหารคาวผ่านไป ก็มาถึงของ
หวานบ้าง ร้านนี้มีเมนูแนะนำเป็น ไอติมวานิลลาทอด แปลกดี มันเหมือนเอาไอติมไปชุบแป้ง
ทอด ข้างนอกร้อน แต่ไอติมข้างในไม่ละลาย เราก็สั่งมากินอันนึง กินกันไป เมาท์ไป
แกล้งกันไป กำลังอำกันเรื่องภาพถ่ายติดวิญญาณของแตมกันอย่างสนุก อยู่ดีๆ
ไฟในร้านก็ดับพรึ่บ...ร้านทั้งร้านอยู่ในความมืด เราไม่กลัวนะ แต่งง ว่าไฟมันดับได้ไงเนี่ย
แล้วเราทั้งหมดก็รีบทยอยออกจากร้านก่อนที่จะไม่มีอากาศหายใจ เพราะควันในร้านมันเยอะมาก
โธ่..ไอติมทอดของช้านนน ออกมานอกร้านก็ยิ่งตกใจกว่า เพราะไฟมันดับเฉพาะร้านนี้
ร้านเดียว โอย..อย่ามาอย่างเง้ ...
แล้วก็แยกย้ายกัน คัตมาส่งที่ออฟฟิต พอออกมาจากร้าน ก็เกิดความรู้สึกว่า ไม่เคย
อยากอาบน้ำเท่านี้มาก่อนในชีวิต แต่เรายังไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่จัดรายการต่อ
นั่งจัดรายการไป เหมือนตัวเองกำลังกินเนื้อย่างตลอดเวลา กลิ่นติดเสื้อ ติดผม แต่ก็เอาเหอะ
อร่อยขนาดนี้ ยอมๆๆๆ กลับบ้านอย่างมึนๆ เจ็บคอ รู้สึกตัวเองป่วยๆ
ศุกร์ : นรก
นี่แหละ นรกของจริง วันนี้รู้สึกแย่ๆ ป่วยน่ะแหละ ดีหน่อยที่เมื่อคืนผูกผ้าพันคอนอน แล้วก็
ผูกผ้าพันคอมาทำงานด้วย ใส่เสื้อกันหนาว สุดริด มึนหัวมาก และมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลา
ผ่านไป อาทิตย์แรกในการทำงานโดยไม่มีพี่เหนือ กำลังจะผ่านไป แต่วันนี้ หินสุด งานทุก
อย่างประดังประเดเข้ามาในวันนี้ เราต้องฝืนทำงานไปทั้งที่ปวดหัวมาก ไอ เจ็บคอ น้ำมูกยืด
กินยาแล้วจะของีบซัก ชม. ยังทำไม่ได้! ทุกคนก็มารองานจากเรา ต้องให้เราตัดสินใจ
ทุกอย่าง นั่งทำงานไม่หยุดตั้งแต่สิบเอ็ดโมงถึงเที่ยงคืน ทั้งที่วันนี้ เพื่อนๆในกลุ่มนัดกินข้าว
ฉลองบัวกลับมา แต่เราก็ไม่ได้ไป สามทุ่ม นั่งมองงานที่กองอยู่ รอให้ทำ แล้วแอบน้ำตาไหล
ทำไมมันเยอะอย่างงี้ แล้วก็ต้องกัดฟัน ลืมความอ่อนแอ ปาดน้ำตาแล้วก้มหน้าทำงานต่อ
สงสารตัวเองที่สุด เที่ยงคืนจัดรายการกับพี่บุ้ง เจมิก ต่อถึงตีสอง แล้วกลับบ้าน นอน
พรุ่งนี้มีงานที่จตุจักรรออยู่ เราต้องหาย!!
เสาร์ : อึด
รู้สึกเหมือนตัวเองจะไหม้ซะให้ได้ ตัวร้อนมาก เกิดมาไม่เคยตัวร้อนมากเท่านี้มาก่อน
ช้านจะตายม๊ายยยย คิดอยู่อย่างเดียวว่า วันนี้จะไปฉีดยา มีงานรอเราอยู่ แล้วก็ไปหา
หมอ หมอตรวจเร็วมาก ก็แค่เป็นไข้หวัดหละ เพียงแต่ไข้สูงไปหน่อย แค่ 40 องศาเอง
เหอะๆๆ แล้วก็ต้องยอมขึ้นเขียงให้หมอฉีดยา ทั้งที่กลัวเข็มอย่างสุดๆ กลั้นใจสุดริด
ไม่งั้นไปงานไม่ไหวแน่ๆ หลังฉีดยาไปก็นอนอีกพักนึง ตื่นมาเราต้องรีบไปงานที่จตุจักร
อากาศวันนี้ที่เจเจ โหดมาก ฝนตกตลอด เราก็ต้องตากฝน โอ้วว แล้วจะหายปีไหนเนี่ย
งานของลูกค้าก็ผ่านไปด้วยดี ลูกค้าโอเคมากๆ กับซาย เจมิก เรา แล้วก็เชอรี่ ทำงานเสร็จ
เพื่อนชะนีทั้งสอง บัว กะ ฝน ก็มาหา พากันไปกินคุโรดะ อีกแล้ว เย้ๆๆๆ เสร็จแล้วก็มาจัด
รายการ รู้สึกว่าวันนี้ตัวเองอึดจัง แต่อาการก็ดีขึ้นจริงๆแหละ ถ้าไม่ฉีดยา คงลุกไม่ไหวแน่ๆ
เฮอออ สงสารตัวเองอีกแล้ว แต่ถึงยังไงก็ต้องผ่านมันไปให้ได้
2talk ครั้งที่ 22 108 กลวิธีเอนเตอร์เทนคุณแม่
วีคนี้ไม่มีการเถียงกัน แต่สองคนจะมารวมหัวกันหาวิธีทำให้คุณแม่ชื่นใจในวันแม่ น่ารักดีนะ
แต่ได้ยินเสียงสแตมน้อยไปหน่อย จากการจัดแค่ ชม.เดียว ทำให้เรารู้เลยว่า สองชั่วโมง
เป็นระยะเวลาที่ดีที่สุดแล้วสำหรับรายการนี้ ชม.เดียว ยังไม่ทันได้เข้าประเด็นเลย
หมดเวลาซะแระ
2talk ครั้งที่ 22 108 กลวิธีเอนเตอร์เทนคุณแม่
http://www.MegaShare.com/255876 อาทิตย์ : ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น
วันนี้ตอนบ่าย ต้องมาช่วยเจอรี่ ดูแตม กะ ตู่ ที่งานฟอรั่มเซลล์ ที่เซ็นทรัล เวิล สงสารอ่ะ
งานเจอรี่ ไม่มีคนช่วยทำ ทีมงานมีกันอยู่ 2 คน ทำทุกอย่าง เข้าใจเลย เคยเป็นอย่างี้
มาก่อน 5555+ ก็ไปช่วยดูนู่นนี่นั่น นิดๆหน่อยๆ เสร็จแล้วต้องไปธุระต่อที่เมืองทอง
เลยไปส่งแตมที่บ้าน แล้วก็แวะกินก๋วยเตี๋ยวกันก่อนเข้าหมู่บ้าน
ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น : ชวนแตมน้อยกินเนื้ออีกแล้ววว 5555+ ชื่อร้านอะไรไม่ได้จำ แต่อยู่
ตรงถนนก่อนถึงหมู่บ้านแตมอ่ะ เป็นร้านเหงาๆ เย็นแล้วก็ไม่ค่อยมีคน แต่พอกินไปแล้ว
มันอร่อยอ่ะ น้ำซุปมันอาจจะไม่ได้ข้นมาก แต่ก็หอมดี ทำเอาคนไม่อยากกินเนื้อ ซัดไปสอง
จันทร์ : Benihana
วันนี้มีนัดกะแกงค์ชะนี ครบทีม เตย บัว ฝน แคท ฟาง ทำตัวสวยเริ่ด ไปกินอาหารไฮโซกัน
ที่โรงแรมมาริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา ฝนจองร้านอาหารญี่ปุ่น Benihana เอาไว้ให้พวกเรา
Benihana : ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ฝนรับประกันความแซ่บ ทั้งรสชาติอาหารปาก และ อาหารตา
บรรยากาศในร้านจะเป็นโต๊ะครึ่งวงกลม แล้วมีกระทะแบนๆ ใหญ่ๆ เหมือนโต๊ะ แล้วก็จะมีเชฟ
มาปรุงอาหารให้ดูตรงหน้า ซึ่งไม่ปรุงเฉยๆ เชฟก็จะมีลีลาน่าระทึกใจ ไม่ว่าจะเป็นการโยนไข่
เขย่าเครื่องปรุง รวมถึงยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ไปลองเล่นด้วย ตอกไข่ ควงตะหลิว
สนุกดี ถ้าไปกันเป็นครอบครัว แต่นี่ ชะนีล้วน เชฟเลยเกิดอาการเขินนน ตลกไม่ออกเท่าไหร่
มือไม้พาลปัดนู่นนี่หกไปหลายที ในขณะที่โต๊ะข้างๆ นี่ ไฟลุกท่วมโต๊ะ ตลอดเวลา นั่งกินไป
ก็จะได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความระทึกมาเป็นระยะๆ จากโต๊ะข้างๆ ตลกดี ดูเป็นร้านที่
พ่อครัวต้องเหนื่อยมากหน่อย รสชาติอาหารอาจจะไม่ได้เริ่ดมาก แต่ก็อร่อยด้วยบรรยากาศ
เสียดายที่เชฟคนนี้หน้าตาปานกลาง ไม่งั้นคงอร่อยกว่านี้ 5555 ร้านนี้เหมาะกับการมาเป็น
ครอบครัว หรือไม่ก็กลุ่มเพื่อน ในโอกาสพิเศษหน่อยก็ดี เพราะราคาค่อนข้างสูง
พอกินหมดคอร์ส สาวๆ ก็ออกไปเดินย่อยอาหารกันรอบๆ ไปยืนผึ่งลมกันริมแม่น้ำ แล้วก็
พากันลงเรือล่องแม่น้ำ ไปถึงสะพานสาทร แล้วก็นั่งชิวกลับมา รู้สึกดีมาก นานๆ ทีจะได้
ทำอะไรแบบนี้ เสร็จแล้ว ก็แยกย้ายกันกลับ มีความสุข ได้อยู่กะเพื่อน
พฤหัส : ยาพิษ
วันนี้มีโอกาสได้ร่วมอยู่ในโศกนาฏกรรม ที่เกิดจากความสนุกปาก เสียใจ ที่มันเกิดขึ้น
เราถึงกับนอนไม่หลับเลยทีเดียว บางทีอะไรที่เหมือนจะสนุกๆ แซวกันด้วยความรัก
มันก็อาจจะนำความเดือดร้อนมาให้เจ้าของเรื่องโดยที่เราไม่ทันคิดก็ได้ พอรู้ถึง
ความเสียหายที่เกิดขึ้น ถึงกับจ๋อยกันไปหมด เฮออออ ยิ่งเจอชื่อเอ็มกระแทกใจ
เข้าไปยิ่งจ๋อยใหญ่ "คำพูดที่ไม่เคยคิด ที่จริงมันคือยาพิษ" จริงอย่างที่พี่ตูน บอดี้สแลม
เค้าว่าไว้เลย...ขอโทษนะตูน T^T
ศุกร์ : mission untold
พาคัตไปทำภารกิจอันนึง ตอนแรกก็สับสนเรื่องเวลากันนิดหน่อย เกือบจะไม่รอด แต่สุดท้าย
ก็ผ่านไปด้วยดี น่าดีใจแทนตาคนนี้แฮะ มีอะไรหลายๆ อย่างมาให้ได้ลองพิสูจน์ตัวเอง
เคยบอกไปหลายทีแล้วว่า ชีวิตคุณเนี่ย ยิ่งใช้ ยิ่งได้กำไร เป็นคนที่เอาทรัพยากรในตัวออก
มาใช้ได้หลากหลายทางดี แล้วก็เป็นคนที่กล้าที่จะลองทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ดีจังเลย
ตอนคุณอยู่อีกห้อง เราได้ยินเค้าคุยกันด้วยแหละว่า "คุณคัตโตะเสียงหล่อจัด" 5555+
เสาร์ : 2talk
นี่มัน 2talk ขี้โรคชัดๆ ดีเจสองคนป่วย..คนนึงเจ็บคอ ตัวร้อน อีกคนนึงไอ ส่วนโปรดิวเซอร์
ก็ไอแข่งกับดีเจเลยทีเดียว วีคนี้เราเลยจะมาคุยกันเรื่องสุขภาพ 555 พยายามจะให้สองหนุ่ม
ทูทอคได้คุยในห้วข้อหลากๆประเภท นอกจากเรื่องความรัก กว่าจะได้หัวข้อนี้มา เลือกอยู่นาน
ก็มาลงเอยที่หัวข้อความอ้วน แตมช่วยเลือก พักหลังๆ เรารู้สึกว่า สองหนุ่มจะเถียงกันน้อยลง
มันเข้มข้นน้อยลงไปหน่อยอ่ะ เราอยากได้ถกกันแบบเข้มๆ หน่อย นะๆๆๆ วีคนี้กลับมารับสาย
ชม.หลังอย่างเดียวแล้วดีขึ้น สองคนมีเวลาคุยกันเยอะขึ้น และ เพลงอึ๋ย ช่วยให้บรรยากาศ
รายการสนุกมากขึ้น ขอบคุณมากซาย 555+
2talk ครั้งที่ 23 อ้วนแล้วไง ลดดีมั้ย? หรือไม่ต้อง
ชั่วโมงแรก http://www.MegaShare.com/262736 ชั่วโมงสอง http://www.MegaShare.com/262898 พุธ : 11รด
อันนี้ก็ถือเป็นไฮไลท์อีกอันนึงของวีคที่ผ่านมา กับงานปาร์ตี้ของแชนแนลวี นี่แหละ
ความหมายของงานปาร์ตี้ที่แท้จริง ไม่ต้องการอะไรมา แค่เป็นการดื่ม เต้น คุยกัน
หรือได้เจอคนใหม่ๆ แค่นี้ก็สนุกแล้ว งานนี้ได้เจอคนรู้จักเยอะมาก บางคนเจอกันหลายทีแล้ว
แต่ไม่เคยคุยกันก็ได้มาคุยกันงานนี้ บางคนเจอกันแล้วก็เขินๆ ไม่กล้าคุยกันมาก ก็มา
ซี้กันเพราะงานนี้ 5555+ บางคนไม่เจอกันหลายปี ก็ได้มาเจอกัน ได้มาชนแก้วกัน
ดีๆๆๆ สนุกจัง ตอนแรกนึกว่าจะอยู่ไม่นาน โห..ออกมาจากงานเกือบตีสอง ด้วยสติ
เกือบไม่ครบ 555+
- - เจอน้องเอี่ยวด้วย กรี๊ดกร๊าดดดดด
- - ชัช ฝากไว้ก่อน งานหน้าเจอกัน น่าดู !!
ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดูจะทำอะไรเยอะแยะไปหมด มันก็จะมีเรื่องดีๆ ผสมๆมากับเรื่องปวดหัว
เราอยากจะบันทึกเรื่องดีๆ เอาไว้ อาจจะยาวไปหน่อย แต่ถ้าเราไม่เขียนออกมา เราก็จะ
ต้องจำมันอยู่อย่างนั้น ขอเคลียร์พื้นที่สมองด้วยการเอามาแหมะไว้ในนี้ดีกว่า
หลังจากทำนู่นทำนี่ไม่ได้หยุดมาเกือบเดือน เหนื่อยนะ แต่ก็รู้สึกว่ามันใช้เวลาคุ้มค่าดี
ตั้งใจกับตัวเองเลยว่า ต่อไปนี้จะเป็นคนแบบนี้แล้ว ไม่ทำงานแบบชิวๆ แบบเดิมอีก
อยากรู้ว่าตัวเองจะทำได้มั้ย แต่เราก็ยังเป็นคนเดิมแหละ แค่อาจจะจริงจังกับงานมากขึ้น
พอดีกว่า ยาวละ เดี๋ยวเอนทรี่หน้าไม่มีอะไรจะเขียน
ปล. ช่วงนี้มีเรื่องชื่นใจอยู่เรื่องนึง แต่บอกใครไม่ได้ หุหุ เวลาเฟลๆ
เราจะเข้าไปในที่ที่นึง พอเข้าไปปุ๊ปจะรู้สึกดีทันทีเลย ชื่นนนนใจเจงๆๆ
ปล. เจอเพื่อนเก่าทั้งที่คณะ และที่ราชินีจาก hi5 เยอะเลย บางคนไม่ได้เจอกันมาเป็นสิบปี
ก็มาเจอกันในนี้ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเพื่อนแต่ละคนแล้ว ขนลุก รู้สึกว่าตัวเองแก่
เหมือนกันนะ แต่บางคนก็ไม่เปลี่ยนเลย ยังไงก็ยังอย่างงั้น 555+
ปล. เราไม่ได้เป็นคนเครียดนะ แค่ชอบทำหน้าเฉยๆ
ปล. เอนทรี่นี้กลับมายาวและไร้สาระเหมือนเดิมแล้ว เย้ !
ปล. เอนทรี่หน้าเขียนเรื่องจี๊ดๆ อีกดีกว่า เมื่อวานนึกออกเรื่องนึง
ปล. เราชอบอ่านคอมเมนต์ ถ้าเข้ามาอ่านแล้ว ทิ้งคอมเมนต์ไว้หน่อยเน้อ
คลิกตรงเพิ่มข้อคิดเห็นด้านล่างนี้นะ ^^ ขอบคุณกั๊บ
August 06 Bad daysssss!!!เอนทรี่นี้...ดราม่าแน่ๆ เฮออ ดูจากชื่อ ที่ต้องเติม s หลายตัว เพราะรู้สึกว่า
ความย่ำแย่ในจิตใจคราวนี้มันยาวนาน ทำให้เราจิตตก หดหู่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ย้อนกลับไปเมื่อวันพฤหัส ...
ประชุมงาน แล้วก็ได้รับหน้าที่ที่ตัวเองไม่ถนัด ต้องย้ำว่าไม่ถนัด ไม่ใช่ไม่ชอบ
เพราะมีอะไรที่ไม่ชอบมากกว่างานที่ได้รับมอบหมายอ่ะ หึหึหึ พร้อมกับความอึดอัด
ในใจ ตัดพ้อกับวิธีการทำงานที่ใช้ความรู้สึกนำทางของตัวเอง แล้วมันจะไปสู้กับใคร
เค้าได้...เสนอแนะอะได้นะ แต่เจ็บใจโคตรกับคำที่ว่า
...จัดรายการวิทยุให้ใครฟัง จัดฟังกันเองเหรอ ไม่รู้หรือไงว่าแบบนี้ คนฟังเค้าชอบ
มันผ่านการวิจัยกันมาแล้ว บลาๆๆ...
แล้วไง...ดูถูกรสนิยมชั้นเหรอ ทำเหมือนคนอื่น ก็เป็นคนอื่นสิ แล้วความเป็นตัวเอง
อยู่ตรงไหน ??
แล้วก็รับบรีฟงานมาเพียบ อย่างเยอะ ได้ข่าวว่าต้องไปงัดวิทยายุทธ illus แบบงูๆปลาๆ
มาใช้อีกแล้ว หลังจากทิ้งไปนาน
วันศุกร์
ได้รับข่าวร้ายสุดๆ ที่ทำให้ปวดหัวจี๊ดดดดดด มีเรื่องบางอย่าง ที่เราไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้
ในชาตินี้ เกิดขึ้น ...มันมีผลกระทบต่อเรามากในด้านจิตใจ เราตกใจมาก ชอคไปเลยเหอะ
แล้วเหมือนตัวเองถูกผลักออกไปยืนอยู่บนปากเหว พร้อมจะตกลงไปได้ทุกเมื่อ สิ่งที่ต้องทำ
ในเวลานี้ มันใหญ่มาก แต่ก็ไม่เท่าความรู้สึกโดดเดี่ยว ตั้งแต่ทำงานนี้มา เราไม่เคยรู้สึก
ว่าต้องสู้ตัวคนเดียว เพราะมี"ใครอีกคน"ที่ยังไงๆ เค้าก็อยู่ฝั่งเดียวกะเราเสมอ แต่อยู่ๆ
ก็มาเป็นอย่างงี้ นิ่งไป พอตั้งสติได้ ก็คิดได้ว่า "ใครอีกคน" เค้าก็ไม่ได้ไปไหนหรอก
เพียงแค่อาจจะเปลี่ยนแปลงสถานะนิดหน่อย หายโดดเดี่ยวได้นิดนึง แต่ที่แน่ๆ คือเครียด
และหงอยมาก เล่าให้แกปฟังคนแรก อาจารย์แกปก็รับฟัง และยังคง "อยู่ฝั่งเดียวกะเรา"เสมอ
แบกภาระหนักอึ้งลงมาเจอฝน ก็บอกไปคร่าวๆ กะว่าวันนี้จะได้เจอกันแล้วคุยกันยาวๆ
อีกคนคือ คัตโตะ คัตโตะเป็นคนแรกๆที่เราตัดสินใจบอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับเราพร้อมๆกันในวันนี้
เพราะเค้าจะเป็นคนอารมณ์ดีที่มีความลึกอยู่ในตัว
ที่สำคัญคือ..ใครจะไปเข้าใจรากหญ้า เท่ารากหญ้าด้วยกัน จริงมะ
...
ทำได้สิ้
เก่งอยู่แล้วคุณแค่รอโอกาสเท่านั้น
แรกๆอ่ะ คุณจะทำได้ไม่ดี แต่ถ้าตั้งใจทำได้สบายๆ แค่ปรับตัว ทุกคนก็ต้องเป็นกัน
อย่าไปเขิน เต็มที่เลย วันนึงคุณก็ต้องไปตรงนั้น
ขออย่างเดียวเลยนะ
ห้ามลืมมที่เราจะพูดต่อไปนี้เลย
"อย่า
ลืมเติมน้ำมันรถนะ"
,,,
ที่จริงวันนี้เป็นวันที่เรารอคอยมาทั้งอาทิตย์ เพราะเป็นวันนัดรวมพี่ๆ น้องๆเพื่อนๆที่จุฬา ไปกินข้าว
ร้านเจ๊ที่สามย่านกัน กะว่าไปฮาเต็มที่ ดันมาเจอเรื่องอย่างงี้ก่อนไป ความสนุกลดลง
50 เปอร์เซ็นต์ จนกำลังจะออกไปสามย่าน ก็ยังไม่วายเกิดเรื่อง "เดิมๆ" กับคนเล็กๆ
เฮอออ ความสนุกลดลงไปอีก 30 เปอร์เซนต์ หงอยหนักเลยทีนี้ แต่พอไปเจอพี่ๆ น้องๆ
เพื่อนๆ ก็โอเค แต่มันไม่เต็มที่ ผลคือ เราไปสาย เค้ากินกันไปเกือบหมดแล้ว น้องๆ ก็ทยอย
กลับ ได้คุยกะใครแค่ไม่กี่คน เซ็งมากกกก หงอยอ่ะ ไม่หาย เลยเล่าเกริ่นๆ ให้บัวฟังคร่าวๆ
กินข้าวกันเสร็จ ไอ้น้องชายคนนึง เกิดอยากจะไปหาไร "กิน" กันต่อ ก็เลยมูฟจากสามย่าน
ชั้นบน ลงไปร้านกินดื่ม บรรยากาศเดิมๆ กลับมาอีกแล้ว 555+ โคตรคิดถึงกินดื่มสามย่าน
แต่เราก็สนุกมากไม่ได้ เพราะต้องกลับมาจัดรายการ
พอเราจะกลับ ทั้งโต๊ะเลยพาลกลับกันหมด ฝน กะเรา ไปทางเดียวกัน วันนี้เอาน้องขาวมาซิ่ง
เป็นวันแรก หลังจากจอด"เสีย" อยู่อาทิตย์นึงเต็มๆ น้องกันติดรถมาด้วย ฝนก็ไปกับบัวอีกคันนึง
นั่งคุยกะน้องมาเรื่อยๆ ขับรถไปด้วยความเร็วปกติ กำลังจะขึ้นสะพานไทย-เบลเยี่ยม ก็มีวัตถุชิ้นนึง
กลิ้งมาจากไหนไม่รู้ เราก็คิดว่าไม่มีไร บวกกับคามกระชั้นชิด เลยทับมันไปเต็มๆ เสียงดังมาก
ก็ไม่ได้คิดอะไร แต่รถเสียหลักเลย เรารู้เลยว่า ยางแตกแหงๆ รีบโทรหาฝน
ฝนก็มาโดยด่วน โชคดีที่อยู่ใกล้ตึกออฟฟิตมัน ก็เลยขับรถไปเปลี่ยนยาง
โดยมีคุณพี่ยาม 3 คน ช่วยกันเปลี่ยนใส่ยางอะไหล่ไปแทน เจ้ากันในสภาพเมามาก
ต้องมาผจญชะตากรรมกะอีเจ๊ๆ ไปด้วย
ยินดีต้อนรับ ตำแหน่ง "เด็กของเจ๊ๆ" คนใหม่นะจ๊ะ 555555555555555555+
ท่าทางแสบๆอย่างงี้ เหมาะสมกะตำแหน่งมาก 555+ เปลี่ยนยางเสร็จ กันสร่างเมาพอดี 55+
เราก็ขับรถสบายใจกลับไปจัดรายการ ไปทัน ชม. สอง พอจัดรายการเสร็จ จะขับรถกลับ
ก็พบว่า รถเอียงมาก ลงมาดู...ยางอะไหล่แบน แต๊ดแต๋เลย เซ็งเป็ดดดดด
เลยต้องจอดรถ โชคดีอีกแล้วที่ฝนนอน i-house ฝนเลยขับมาส่งบ้าน ดูดิ เพิ่งเอารถออกมา
ได้วันเดียวเอง อะไรจะซวยขนาดนี้ กลับมาถึงบ้าน ด้วยความเหนื่อย ไหนจะเครียดเรื่องงาน
เรื่อง"เล็กๆ"ที่อาจจะต้องโดนเรียกไปอบรม(บ่มนิสัย)ในวันจันทร์ ยังชอคไม่หายกับการเปลี่ยน
สถานะของ "ใครอีกคน" รถที่เสียซ้ำซาก เหนื่อยใจมาก ๆๆๆ กลับมานั่งหน้าคอม
ร้องไห้โฮ เยอะมาก มันรู้สึกว่าทุกอย่างที่เจอมาในวันนี้ มันกระหน่ำเข้ามาเยอะไป รับไม่ไหว
มันหนักจนหัวใจแทบจะระเบิด แล้วเราก็เจอใครคนนึง เข้ามาพอดี ...
น้องเต้ย ปานวาด ...
เค้าปลอบเราโดยทำให้เราหัวเราะ ค่อยยิ้มได้มาหน่อยนึง พร้อมกับข้อความให้กำลังใจในสไตล์
เค้าน่ะ ...ขอบคุณมากอีกครั้งนะ คัตโตะ
เจมิก ขอบคุณมากสำหรับคำพูดธรรมดาของแก ที่บอกว่า ไม่ว่ายังไง ชั้นอยู่ข้างแกว่ะ สู้ตาย
แกรู้ป่าว ชั้นน้ำตาไหล ...
ล้มตัวลงนอนหลับไปพร้อมกับความเครียด ภาวนาให้เช้าเร็วๆ เพราะพอตื่นขึ้นมา มันก็จะเป็น
วันเสาร์ วัน2talk อีกวันที่รอมาทั้งอาทิตย์
ตื่นมา อาการหงอยยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ ยุ่งๆนิดหน่อยตอนบ่ายๆ พอถึงช่วง 2talk ก็ยิ้มได้
นิดนึง รายการยังน่ารักเหมือนเดิม พอจบ ก็หงอยต่อ แตมมาอัดเพลงรายการพี่โหน่ง เราก็ไปนั่งดู
แบบหงอยๆ จนแตมสังเกตได้ ถึงกับเดินมาถาม ว่าเป็นไร หงอยจัด ก็เลยเล่าให้ฟังไป เล่าจบ
แตมก็มาตีไหล่ แล้วพูดสั้นๆ ว่า "อย่าเศร้าเด่ะ" แมนว่ะ 55+ แต่เราซึ้งมากนะ ไม่ต้องพูดกันเยอะ
แต่ก็จะมีคำปลอบตามสไตล์เค้าเหมือนกัน การอ้างอิงทฤษฎีโงกุน ก็ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น
ขอบคุณมากสแตม
วันนี้จัดรายการด้วยความหงอย รู้สึกปวดหัวไม่หาย บัวมานั่งรอเราจัดรายการ ก็ยังดี มีเพื่อนอยู่ใกล้ๆ
น้องกวาง เอ็มมาถามถึงชื่อเอ็มเรา น้องก็ให้กำลังใจมา น่ารักจัง ^^
จี๊บตามมา พาไปเปิดหูเปิดตาที่ prop bar ดนตรีสดเจ๋งมาก มีเครื่องเป่า มันส์โคตร
แพนด้า ..รู้สึกดีที่ได้คุยกันในคืนนี้ เราต้องร่วมมือกันนะแก !!
ก่อนนอน ก็ถอนหายใจกับตัวเอง อย่างน้อยเราก็ยังมีวันอาทิตย์ ...อีกวันนึง
วันอาทิตย์
ตื่นมาก็ยังหงอยอยู่ (จะหงอยอะไรนักหนา ...ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน) วันนี้ไปซื้อโน้ตบุค
ได้พี่เหนือช่วยจัดการหลายสิ่งมากๆ ขอบคุณมากพี่ แล้วก็แวะไปงาน pets expo ที่ศูนย์
สิริกิติ์ หลังจากนั่งขำคนจ่ายค่าน้ำดื่ม 75 บาท ด้วยความเสียดาย ไปแล้ว ก็ถึงคิว
สองหนุ่ม 2talk ที่บูธ Jerhigh น่ารักดี น้องหมาเต็มเลย โชว์ก็ดี เราชอบว่ะ มีความเป็น
ธรรมชาติสูง ขำดีด้วย ก่อนกลับมีคนบอกว่า จะพาไปกินข้าวฉลอง เหอะๆๆๆ กินเฉยๆ แต่ไม่ต้อง
ฉลองจะดีกว่านะ เราว่า เราไม่อยากฉลองในวาระนั้นอ่ะ
จัดรายการวันนี้สมองไม่โปร่งเลย ไม่รู้อะไรมันติดค้างอยู่ในใจเยอะนัก วันนี้เป็นวันที่เราไม่มีความสุข
ในการจัดรายการมากที่สุด แย่จัง แต่ไม่รู้สาเหตุ
จัดรายการเสร็จลงมาจัดการข้อมูลลงโนตบุค รู้สึกเหี่ยวอย่างไม่มีสาเหตุ หดหู่อย่างไม่มีเหตุผล
รู้สึกแย่ ที่วันจันทร์กำลังจะมาถึง เหมือนมีหินหนักๆ มาถ่วงอยู่ที่ใจ ไม่อยากพูด ไม่อยากทำอะไร
ไม่อยากให้ถึงวันจันทร์ด้วย ตั้งใจว่า จะกลับบ้านมานั่งร้องไห้ให้หนำใจ เพราะรู้สึกจิตมันตกมาก
แกงค์ชะนีมารับกลับบ้าน ฝน บัว แคท เราเดินมาขึ้นรถ มองเห็นน้องขาว จอดอยู่ ยางแบน
เพราะยังไม่มีเวลาจัดการ เห็นแล้วก็เซ็ง ขึ้นรถมาก็ไม่อยากพูดอะไรมาก อยากกลับบ้านเร็วๆ
ฝนก็ชวนคุยนู่นนี่ เห็นเราเงียบๆ ก็ถามๆ บัวก็บอกว่ามีอะไรก็พูดออกมา
เราก็บอกได้แค่ว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร คือไม่รู้จริงๆไม่ได้ขี้เกียจพูด
แคทก็เข้ามากอดเรา แค่นั้นแหละ น้ำตาร่วงเลย ไม่ไหวละ ...อึ้งแดกกันไปทั้งรถ
แต่ก็รู้สึกเลยว่า การ้องไห้อยู่ในอ้อมกอดเพื่อน ท่ามกลางสายตาของคนที่เข้าใจเรา และพร้อม
ที่จะรับฟังทุกคำพูด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร จะยาวแค่ ไหน จะดึกแค่ไหน ก็จะฟัง
มันอบอุ่นกว่าการที่มานั่งร้องไห้อยู่คนเดียวที่บ้านเป็นล้านเท่า
ไม่บ่อยที่เราจะอาการหนักขนาดนี้ ฝนก็เลยชวนไปหาไรกินขำๆ ไปแวะร้านขนมในซอยบ้าน
หลังจากที่เราร้องไห้จนโอเคแล้ว ก็บอกได้แค่ว่า
"กูไม่เคยรู้สึก..ไม่อยากไปทำงาน และเกลียดวันจันทร์มากเท่านี้มาก่อน"
"เรื่องที่เจอมาคงหนักเกินไป"
ใช่ ..เราเกลียดวันจันทร์ โดยเฉพาะวันจันทร์ที่จะถึงนี้ เราไม่อยากจะเดาเลยว่ามันจะเกิด
อะไรขึ้น เรื่องเดิมๆ ที่โดนเรียกคุยมาหลายที จะโดนอีกรึเปล่า ต้องส่งงานที่ตัวเองไม่ถนัด
ต้องมาร่วมงานกับคนที่รสนิยมและทัศนคติมันไม่ไปด้วยกัน และยังรู้สึกโหวงๆ กับการเปลี่ยน
สถานะของ "ใครอีกคน" ถึงแม้ว่าอันที่จริงเค้าก็ยังอยู่ก็เถอะ
เพื่อน คือยาแก้อาการจิตตกขนานเอก ยิ่งเราเศร้าเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรู้สึกว่าเพื่อนเราตลกมาก
เท่านั้น หัวเราะทั้งน้ำตาเลย คุยไปแย่งกันกินขนมไป พูดจาไร้สาระ หยาบคายตามประสาชะนี
ส่งบ๊ายบายให้หนุ่มหน้าตาดีที่เป็นคนอบขนม จนเค้าเรียกคนในร้านมาดูอีผู้หญิงบ้า 4 คนนี้
ปิดท้ายด้วยมุข โรงเรียนอนุบาลช้าง...เยอะ ของอีบัว ที่ทำให้เรา 4 คน หัวเราะเป็นบ้า
อยู่ในรถ ขำอ่ะ ลงจากรถมา รู้สึกขอบคุณที่โลกสร้างผู้หญิงถ่อยๆ 3 คนนี้ ให้มาเป็นเพื่อนเรา
ไม่สิ ...มาเป็นส่วนหนึ่งของเรา บอกกับตัวเองว่า ถึงจะหงอย แต่ก็ยังโชคดี ที่มีชะนี
พรุ่งนี้จะเป็นไง ช่างแม่ง มีคนเข้าใจเรา พร้อมจะอยู่ข้างเราแบบนี้ พอแล้ว
เข้าบ้านด้วยสมองเปล่าๆ มาถึง แตมก็มาถามสั้นๆ ว่า
"เป็นไรป่าว" ก็ตอบไปว่าโอเค คุยตลกไปซักพัก ก่อนจะลาไปนอน แตมก็พิมพ์คำง๊ายง่าย
มาว่า
stam says : สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ไม่เห็นเป็นคำสำคัญอะไรเลย แต่น้ำตาร่วง ...
แปปนึง ฝน sms มาว่า
"Anything that comes from you is always important.
And Chanees always understand chanees so dont worry na..
we're always together
(when we cant find men 555)God Bless" เหมือนจะตลก แต่น้ำตาไหลพราก
งานที่ตั้งใจว่าจะทำ ก็ยังไม่ได้แตะ ตอนนี้ตี 4 แล้ว
ก็แค่ยังไม่อยากทำ... อยากนั่งเขียนบล็อกด้วยความรู้สึกเต็มๆแบบนี้ เขียนไปน้ำตาไหลไป
ด้วยความรู้สึกต่างๆกันในแต่ละพารากราฟ
จะจบแล้ว...มาถึงบรรทัดนี้ จะเขียนไปน้ำตาไหลด้วยความอบอุ่นใจที่มีเพื่อน และคนรอบๆ
ข้างที่น่ารัก มันช่วยให้หายหงอยได้จริงๆ เช้าวันจันทร์อีกกี่วันจันทร์ หรืออีกกี่คนเล็กๆ
หรืออีกกี่ทฤษฎีฝรั่งที่ไปลอกเค้ามาทั้งดุ้น เราก็ไม่แคร์แล้ว ถึงยังไงเราก็ไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก
ขอบคุณนะ ^^
ปล. ปัญหาทุกอย่างมันมีทางแก้นะ แต่บางทีเราก็ไม่ต้องไปแก้มันก็ได้แค่ปล่อยให้มันผ่านไปก็พอ
อยู่ที่ว่า เราจะเข้มแข็งพอที่จะก้าวผ่านมันไปรึเปล่าเท่านั้น
ปล. คนเรามันต้องมีช่วงเวลาอ่อนแอกันบ้าง
ปล. การร้องไห้ไม่ได้แปลว่าเราห่วย มันช่วยให้รู้สึกเบาขึ้นได้จริงๆ
ปล. รหัสลับเยอะ ถ้าจะทำให้เสียอรรถรสในการอ่านไปบ้าง ก็ลองนึกถึงพวกคอลัมน์ซุบซิบดารา
ที่เต็มไปด้วยรหัสลับดาวินชี่แบบนี้ อาจจะช่วยได้บ้าง
ปล. เศร้าแค่ไหนก็ยังเขียนยาว ขอโทษที เราตกย่อความ 55+
August 02 ..Love Analyst..มีใครคนนึงแนะนำมาว่า อยากให้อัพบล็อกทีละประเด็นอย่างคนอื่นเค้าบ้าง
เวลาคอมเมนท์จะได้เขียนถูก เราก็มาคิดๆ ดู ก็เออ จริงเนอะ ...เพราะเรา
เองบางทีก็อยากจะมีคนมาแชร์ความคิดเห็นในการคอมเมนท์ของเค้าบ้าง
แต่ก็นั่นแหละ คนโลภอย่างเรา จะเขียนเรื่องนี้ ก็เสียดายเรื่องนั้น 5555+
แต่คราวนี้จะลองดู ไม่รู้จะสำเร็จป่าวนะ
หัวข้อของเอนทรี่นี้ เป็นชื่อ msn ที่เราชอบมากอันนึง พอๆ กับ "แผนกจิตบำบัด"
และมีคนถามเรามาหลายคนมากเหมือนกัน ว่าทำไมถึงตั้งชื่อนี้ ...
(เราชอบนะ การมี msn เนี่ย เพราะเวลาใครเป็นอะไร ก็จะมาลงกับการตั้งชื่อเอ็ม
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่เราก็ทำนะ อย่างน้อยคงเป็นทางนึงที่เราจะบอกคนนู้นคนนี้ได้
มั้งว่าเรารู้สึกยังไงอยู่ตอนนี้ แล้วเราเองก็ใช้ชื่อเอ็มนี่แหละ สังเกตอาการของคนอื่น)
ที่กล้าบอกว่า ตัวเองเป็น love analyst เพราะเราอ่ะ เป็นคนชอบสังเกตอาการคนอื่น
โดยเฉพาะเวลาที่คนสองคน เกิดปฏิกิริยาทางเคมีต่อกัน เราจะรู้สึกได้ก่อน และมองเห็นได้
(แม้ว้ามันจะไม่ได้เกิดกับเราก็ตาม) แล้วเราจะสนุกมาก กับการเฝ้าดูความเป็นไป
และการเดินทางของความสัมพันธ์ของคนสองคน แล้วก้ไม่อยากจะคุยเลยว่า เราเนี่ย
"ไม่ค่อยพลาด"ถ้าเป็นสถาบันกวดวิชา เราจะเป็นอาจารย์ที่เก็งข้อสอบได้แม่นทีเดียวเลยล่ะ
เราจะอ่านออกเลยว่า ไอ้คนนี้คิดยังไงกับคนนี้ แล้วถ้าเค้าใจตรงกัน แล้วเค้าทำอย่างงี้มา
สเตปต่อไปจะเป็นยังไง วิเคราะห์ได้เป็นฉากๆ หลายคนก็บอกมาว่าเรา "มองเกมขาด"
เราชอบสังเกตและสนุกกับการเอาเหตุการณ์ต่างๆ มาผูกกัน
คงเป็นเพราะเราชอบเรื่องความรักด้วยแหละ เราว่ามันสวยงามน่าค้นหาดีนะ
มีคนหลายคนมาก ที่เอาเรื่องความรักมาปรึกษาเรา เราก็แนะนำไปตามที่เห็น ส่วนมากถ้า
เป็นผู้ชายมาขอความช่วยเหลือ จะได้คำแนะนำที่ดีกว่า (ไม่ใช่เพราะชั้นบ้าผู้ชายนะยะ อย่ามา)
แต่เป็นเพราะเราดูออกว่าผู้หญิงจะทำยังไงต่อไปต่างหาก ยิ่งเป็นผู้หญิงประเภทเดียวกัน
มีทัศนคติในเรื่องความรักคล้ายๆ กัน จะหมูมากๆ
และส่วนมาก ถ้าใครคนนึงกำลังจะเริ่มความสัมพันธ์กับอีกคนนึง โดยดูท่าทีว่าจะมีใจตรงกัน
ทั้งสองฝ่าย เราจะแนะนำให้ลุยไปก่อนเลย เพราะเราถือว่า การที่คนสองคน จากหลายล้าน
คนบนโลกใบนี้ จะมาใจตรงกัน มันเป็นเรื่องยาก มันเป็นเหมือนของขวัญ ดังนั้น ไม่ว่าผล
มันจะออกมาเป็นยังไง เราจะสนับสนุนไว้ก่อน บางคนอาจจะมองว่าเราขี้บิวท์ แต่อย่างน้อย
เราก็ได้รู้จักกับคนที่รู้สึกดีกับเราเหมือนที่เรารู้สึกดีกับเค้า ส่วนในระยะยาวจะเป็นยังไง
ก็ค่อยมาว่ากัน แต่ขอร้องเหอะ อย่าพลาดในการลองแกะของขวัญจากใครบางคนบนฟ้าดูก่อน
มันอาจจะเป็นโอกาสที่คุณจะได้เจอกับรักแท้ก็ได้
มาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนคงอยากจะรู้แล้วดิ ว่าทฤษฎีในการวิเคราะห์ของเราเป็นยังไง
จริงๆ มันไม่มีกฏตายตัว มันต้องว่ากันเป็น case by case ไป แต่ละคนก็จะมีวิธีการ
ของเค้า สเตปมันอาจไม่ต่างกัน (ปิ๊งกัน เริ่มเวิร์ค ศึกษากันอย่างจริงจัง คบกัน บลาๆๆ)
แต่การเดินทางไปในแต่ละสเตปมันจะไม่มีใครเหมือนใครเลย
ซึ่งตรงนี้อ่ะสนุก เราจะดูอาการเค้าแล้วเอามาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ออกมาหลายๆทาง
แล้วมาเลือกทางที่น่าจะเป็นมากที่สุด โดยดูจากนิสัย การแสดงออก สังคมรอบข้างของ
คนนั้นๆ ประกอบกัน (ดูซีเรียสมากเลย55+) จริงๆแล้ว แต่ละเคสจะมีหลายแนวทางมาก
เลยนะ แต่เราจะเลือกมาแนะนำประมาณ 2 ทาง เพื่อไม่ให้สับสนจนเกินไป แต่ส่วนมาก
เราจะไม่นิยมให้จู่โจมมากๆ ถ้าไม่จำเป็น เพราะทั้งนี้ทั้งนั้น การวิเคราะห์มันก็เป็นแค่
..ความน่าจะเป็น.. ดังนั้น การทำอะไรวู่วาม อาจทำให้เราเจ็บตัวมาก
play safe ดีกว่านะ อย่าไปเร่งปฎิกิริยามันมากเกินกว่าที่เราสามารถจะรับความเสี่ยงได้
ขออ้างอิงข้อมูลจากบล็อกของใครคนนึง ที่ว่าเอาไว้เกี่ยวกับทัศนคติเกี่ยวกับความรัก
โดยกูรูเอ็ดดี้ (นามสมมติ) ได้กล่าวเอาไว้ว่า ความรักมันคือเกมส์ มันต้องมีการวางแผน ...
มันต้องกะเกณฑ์ว่า จะทำอะไรขนาดไหน ถึงจะพอดี ถึงจะพิชิตใจอีกฝ่ายนึงได้
(นี่เราตัดมาในส่วนที่เราเห็นด้วย) อันนี้เราเห็นด้วย ล้านเปอร์เซ็นต์ ...แล้วช่วงนี้แหละ
คือช่วงที่สนุกที่สุด เหมือนกับช่วงเวลาที่สนุกที่สุดในการไปเที่ยวก็คือ ระหว่างการเดินทาง
ไปถึงจุดหมายน่ะแหละ มันเป็นช่วงเวลาที่เราจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่า มีความหมาย ยิ้มได้
โดยไม่มีสาเหตุ ตื่นเต้นอะไรกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ ช่างสังเกต (คอยดูว่าเวลาเค้าทำแบบนี้
จะหมายความว่าไงนะ) คิดก่อนพูดทุกครั้ง (จะพูดอะไรไม่ดีออกไปรึป่าว)นอนดึก ตื่นเช้า
หน้าตาจะดีขึ้น แต่งตัวดีขึ้น ดูแลตัวเองมากขึ้น ฯลฯ
แม้แต่คนที่บอกว่าตัวเองไม่เคยวางแผน คุณก็จะเกิดอาการเหล่านี้เหมือนกัน ไม่เชื่อลอง
สังเกตตัวเองดู !!! มันเป็นกลไกปกติของมนุษย์ที่ต้องการให้อีกฝ่ายประทับใจ
แต่...
อย่าเอาแต่เล่นสนุกไปเรื่อย อย่าวางแผนจนทิ้งความเป็นตัวเอง อย่าฝืนเพียงเพื่อจะเอาชนะ(ใจ)
เพราะนั่น หมายความถึง หายนะ ... การที่จะทำอะไรเอาใจใครซักคน มันต้องไม่มากไป
และไม่สร้างความเคยชินให้อีกฝ่าย เช่น ปกติเราไม่ชอบเทคแคร์คนอื่น แต่ช่วงแรกๆ ก็
ฮึด บ้าพลัง โคตรดูแล ใจดีเกินมนุษย์มนา เพราะอยากให้เค้ามารัก
แต่ไม่มีใครจะฝืนกับสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เป็นไปตลอด วันนึงมันก็ต้องเหนื่อย และก็ต้องเลิกทำ
แล้วไงอ่ะ คนแสนดีที่คอยเทคแคร์ ที่เค้าคนนั้นรัก อยู่ๆ ก็คืนร่างเดิม ผลก็คือ จบไม่สวยอยู่ดี ...
อันนี้เคยมาแล้ว 5555+ ทั้งบ้ายุ บ้าพลัง ชื่นชมกับชัยชนะได้พักเดียว สุดท้ายก็จ๋องกรอด
ดังนั้น การมองความรักเป็นเกมอ่ะ ไม่ผิดนะ
แต่ถ้าคุณจริงจังกับการเล่นเกมมากเกินไป คุณนั่นแหละที่จะแพ้...
จะว่าไป การเป็นผู้หญิงเนี่ย ก็ลำบากกว่าผู้ชายเหมือนกันนะ เกิดไปชอบใครซักคนเข้า
จะเริ่มก่อนก็กลัวจะไม่งาม หรือแม้แต่เค้ามาชอบก่อนก็เหอะ แต่ถ้าเค้าไม่เริ่มซักที
เราจะทำยังไงล่ะ เคยรอดูเชิง จนสุดท้าย แห้วตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม ไอ้การจะรอเค้าเข้ามา
เริ่มก่อนฝ่ายเดียวก็ดูจะไม่แฟร์ไปหน่อย แหมม ไม่ว่าจะเป็นเพศไหน เราก็น่าจะมีสิทธิ์
ในการไขว่คว้าโอกาสที่มาถึงไม่ใช่เหรอ?? อย่างงี้มันต้องเกิดการ "สร้างโอกาส"
ซึ่งการสร้างโอกาสนี่ทำได้ทั้งสองเพศ มีหลายวิธี ต้องมาว่ากันเป็นรายบุคคลไป 555+
(บอกในที่สาธารณะไม่ได้ อย่างงี้เคล็ดลับของใครของมัน บอกไปเดี๊ยวโดนจับทางได้55+)
อย่ามองว่ามันเป็นการวางแผนเลย เรียกมันว่า การเดินหน้าเข้าหาโอกาสจะดีกว่า
ถึงมันจะดูต้องผ่านความคิดซับซ้อนบ้าง แต่มันอยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกจริงๆ ของเรา
ไม่ใช่การเฟคขึ้นมา ไม่ใช่การสร้างภาพให้ตัวเองดูดี
แต่ว่า สำหรับเรา ทฤษฎีนี้จะใช้ได้ต่อเมื่อความรัก มาเคาะประตูแล้วนะ
เพราะเรายังเชื่ออยู่ว่า ความรักมันจะเดินทางมาหาเราเอง เมื่อถึงเวลาของมัน การวิ่งหา
ความรัก มันจะทำให้เราเหนื่อยเปล่าๆ และรู้สึกว่าทำไมเราถึงไม่ได้มาซักที ...
ใครบางคนบนฟ้าเค้ากำหนดเอาไว้แล้วล่ะ ว่าใครจะมารักเราและมาให้เรารัก
อันนี้ต้องปล่อยให้พรหมลิขิตจัดการ แต่เมื่อความรักมาทักทายแล้วละก็..
อย่าปล่อยให้มันผ่านไปนะ
เขียนพารากราฟนี้มายืดยาว เพียงเพื่อจะวกเข้ามายังประโยคที่ว่า
ผู้หญิงบางคน ที่เรารู้สึกว่า เค้าแรง ...อย่าไปกลัวเค้าเลย เพราะบางทีเค้าก็แค่เป็นคนที่
จริงใจกับความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น ชอบก็ยอมรับตัวเองว่าชอบ อยากรู้จักคนนี้ ก็เข้าไป
ทำความรู้จัก อยากพัฒนาความสัมพันธ์ด้วย ก็จะทำไป
เราว่าพวกแอ๊บแบ๊ว บางทีน่ากลัวกว่าอีก หึหึ
เรื่องราวความรักมันเป็นสิ่งที่ดีจริงๆ เรานึกอยู่เสมอ และจะผลักดันให้ใครก็ตามที่กำลังกลัว
ที่จะมีความรัก ให้วิ่งเข้าไปหามันเถอะ ถ้าโอกาสนั้นมาถึง เพราะความรัก ทำให้เรารู้จักการให้
รู้จักที่จะนึกถึงคนอื่น และทำให้เราเติบโตขึ้น แม้กระทั่งว่า สุดท้ายมันจะจบลงแบบไม่
แฮปปี้ แต่ความเศร้านั้น มันจะสอนเราให้แกร่งขึ้น คนที่เคยมีความรัก จะเข้าใจโลกมากขึ้น
เราเชื่ออย่างงั้น
แต่ก็เอาเหอะ อย่างที่บอกว่า
อย่าเชื่อเรา...แต่เราอ่ะ ไม่เคยพลาด 555+
ถ้าเราจะต้องเขียนเรื่องความรักทั้งหมดที่เราคิดออก มันก็คงจะยาวมาก เอาเป็นว่า จะมา
เขียนเป็นหัวข้อๆ ไปละกัน มีเยอะๆๆ 555+
ถึงแม้ว่าเราตั้งใจจะเขียนแค่หัวข้อเดียวในบล็อกนี้ แต่อันนี้เราขาดไม่ได้ มันคือหน้าที่
2talk ครั้งที่ 20 "เรียนดี กิจกรรมเด่น คุณจะเน้นอะไร"
หัวข้อนี้ คิดไปคิดมาอยู่หลายที จะทำยังไง ให้สามารถแตกความคิดเห็นออกมาเป็นสองฝ่าย
ได้มีน้ำหนักพอๆกัน ถ้าบอกว่า เรียน กับ กิจกรรม น้ำหนักก็จะไปตกที่กิจกรรมแน่นอน
เอางี้ละกัน ให้เลือกระหว่าง เน้นเรียน กับเน้นกิจกรรม คือไม่ได้ให้ชี้ขาด แต่ให้เลือกว่า
จะให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่ากันเท่านั้น พอคิดหัวข้อได้ การมอบหมายว่าใครจะอยู่ฝั่งไหน
ยากกว่า เพราะดูท่าสองหนุ่มจะเป็นเด็กกิจกรรมทั้งคู่ ด้วยคาแรคเตอร์ แตมก็ต้องเป็นเด็กเรียน
ไป จริงๆ แล้ว เราคิดว่า อะไรๆ ในโลกนี้มันมีมองได้สองด้านเสมอแหละ เพียงแต่ว่า ส่วนใหญ่
คนจะมองด้านไหนกัน แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเชืออย่างงั้นนี่ หน้าที่ของ 2talk
คือการเปิดแนวคิดอีกด้านนึงออกมา เราถึงพยายามบอกว่า ให้ความสำคัญกับการให้เหตุผล
ในฝั่งตัวเองเยอะๆ อย่าคิดว่า ใครๆ ก็เข้าข้างฝั่งนู้น มีหลายคนที่เค้าอาจจะได้ฟังเหตุผลของ
ฝั่งเราแล้วคิดว่า เออ..มันก้คิดอย่างงี้ได้เหมือนกันนี่หว่า เค้าอาจจะนึกไม่ออกก็ได้ว่า
มันคิดแบบนี้ก็ได้ด้วยเว้ย ดังนั้น สนุกกับทุกหัวข้อ เปิดใจกับมัน เพราะสุดท้ายมันก็ต้อง
สรุปรวมอยู่ดี ไม่มีฝ่ายไหนถูก ฝ่ายไหนผิดหรอก ^^
ปล. เผลอแวบเดียว 2talk จัดมา 20 ครั้ง เท่ากับ 5 เดือนแล้ว ว้าวๆๆๆ
ปล. เจอรี่บอกว่า พี่ที่เซ็นเตอร์พอยท์บอกว่า คุณสองคนจัดรายการดีว่ะ ปลื้มมมมม
2talk ครั้งที่ 20 "เรียนดี กิจกรรมเด่น คุณจะเน้นอะไร"
ชั่วโมงแรก http://www.MegaShare.com/243477 ชั่วโมงสอง http://www.MegaShare.com/243480 ปล. บล็อกนี้ไม่มีรูป ตาลายป่ะ 5555+
ปล. รักนะ คนอ่าน
ปล. อย่าคิดมากเกินไปกว่าที่เราจะคิดได้เลย (หมายถึง ถ้าไม่อยากคิดก็อย่าไปคิดมัน)
ปล. ถ้าคิดจะรัก อย่ากลัวที่จะเจ็บ ...ความเชื่อแบบนี้ที่เชื่ออยู่น่ะ ถูกแล้ว
ปล. เอนทรี่นี้สั้น (กว่าวันอื่นๆ)
ปล. แต่ก็ยังยาวอยู่ดี
ปล. ตกลงเขียนอะไรสั้นๆไม่เป็นใช่ป่ะ
|
|
|