Toey's profileI t 's M E ©PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
September 15 เพราะใส่ใจ..การที่เราบอกว่า "เรารู้จักคนคนนี้" "เราเข้าใจคนคนนี้"
พอเอาเข้าจริงๆ แล้ว เรารู้จักคนคนนี้ จริงๆรึป่าว
เข้าใจเค้าแบบไหน...
เข้าใจอย่างที่ "เราเข้าใจ"
หรือ เข้าใจ "อย่างที่เค้าเป็น"
ลองขึ้นชื่อว่า "เข้าใจ" มันก็ดีทั้งนั้น แต่ว่าความเข้าใจทั้งสองอันนี่มัน
ต่างกันตรงไหน จากตำรา "108 วิธีเข้าใจโลก" โดย Parii Hilton
เค้าว่าไว้ว่า
อย่างแรก เข้าใจอย่างที่เราเข้าใจ
อันนี้ไม่ยาก เพราะมันใช้มาตราฐานของสังคมมาตัดสิน บวกกับมีมนุษยธรรม
และการเอาใจเค้ามาใส่ใจเราอีกนิดหน่อย ส่วนมาก ความเข้าใจแบบนี้ เกิดจาก
การเคยมีประสบการณ์ร่วมกับสิ่งนั้น หรือเคยผ่านเหตุการณ์คล้ายๆ อย่างงี้มาแล้ว
บางอย่างเราเองอาจจะไม่เคยเจอแต่ก็พอจะอนุมาณ หรือใช้ คอมมอนเซนส์ใน
การเป็นเพื่อนมนุษย์เข้าใจ และจินตนาการไปถึง บทสรุปของมันจะออกมากลางๆ
แบบที่ทุกคนยอมรับได้ ข้อนี้เจอได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วง
Little Big Problems ที่จัดอยู่กับพี่บุ้ง เจริญ ทุกวัน พฤหัส ศุกร์ นั่นแหละ
"พี่คะ..หนูเลิกกับคนคนนี้ไปแล้ว เค้าร้ายกับหนูมากเลย ตอนก่อนเลิกกัน
เค้าทั้งโกหก มีคนอื่น ยืมตังค์ก็ไม่คืน เตะหมาหนูด้วย แต่หนูก็ยังคิดถึงเค้าอยู่
ลืมเค้าไม่ได้ซักที นี่ก็สามปีมาแล้วนะคะ พี่ว่าหนูควรทำไงดีคะพี่ ??"
ถ้าพูดกันตามสิ่งที่มันควรจะเป็นก็คือ
"น้องคะ เลิกคิดถึงเค้าไปเหอะ หนักแล้วตาคนเนี่ย
เค้าทำร้ายจิดใจหนูขนาดนี้ หนูยังจะไปคิดถึงเค้าทำไม มองไปข้างหน้า หาคนใหม่
ที่เค้ารักหมาหนูด้วย ดีกว่านะคะ อย่ามัวจมปลักกับสิ่งไม่ดี แถมมันยังเป็นสิ่งที่ผ่าน
ไปแล้วอีกต่างหาก สวยเลือกได้อย่างเรา เดี๋ยวก็เจอคนดีๆ ค่ะ ลืมเค้าซะลูก"
แต่ถ้าตอบแบบเข้าใจ
"อืมม.. พี่เข้าใจนะคะ คนเราถ้ามันรัก ยังไงมันก็รัก ต่อให้เค้าร้ายกับเราซักแค่ไหน
แต่พี่เชื่อว่า ลองเราเลือกเค้ามาเป็นแฟนได้ แสดงว่า เค้าจะต้องมีข้อดีที่ถูกใจเรา
ผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบแบดบอย พี่เข้าใจค่ะ แต่พอมาถึงจุดนี้แล้ว ก็คงต้องอาศัยเวลา
ซักหน่อย นี่แค่สามปีเอง บางคนใช้เวลาเป็นสิบปีเพื่อจะลืมใครซักคน ยังทำไม่ค่อยจะ
ได้เลย ไม่แปลกค่ะ ไม่ต้องรีบร้อนที่จะลืมเค้า ถ้าเราจะต้องทรมานเมื่อคิดถึงเค้าบ้าง
แต่พี่เชื่อว่า เวลาจะช่วยให้ทุกอย่างบรรเทาลงเอง ระหว่างนี้ก็เปิดใจรับคนใหม่ๆ เข้ามา
แต่ก็ไม่ต้องรีบเหมือนกัน ค่อยๆ ศึกษากันไป อย่าปิดตัวเองนะคะ"
จากเคสนี้ อาศัยประสบการณ์ตรง จากตัวเองและคนรอบข้างมาเป้นองค์ประกอบใน
ความเข้าใจ บางอย่างมันเป็นเรื่องของวัยด้วย ตอนนี้อาจจะไม่เข้าใจ ต้องอีกซัก
สองหรือสามปีข้างหน้า จะเข้าใจได้เอง
ข้อดีของความเข้าใจแบบนี้ คือ มันทำให้เราเข้าใจโลก ยอมรับความจริงได้ และ
ไม่มองอะไรแค่ด้านเดียว
ข้อเสียของความเข้าใจแบบนี้ คือ ด้วยความที่ความเข้าใจแบบนี้ มันยืนอยู่บน
บรรทัดฐานที่เราเองก็"ยอมรับมันได้"ด้วยเช่นกัน มันจึงไม่เฉพาะเจาะจง บางทีคนเรามี
เหตุผลยิบย่อยอีกมากมายในการตัดสินใจทำอะไรลงไปซักอย่าง ดังนั้น กับบางเรื่อง
เราจะรู้สึกว่า ความเข้าใจของเรามันสูญเปล่า เพราะคนรับเค้าไม่ได้เป็นอย่างนั้น หรือ
เค้ายังคงเลือกทำในสิ่งที่เราและคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ หรือ "รับไม่ได้" อยู่ดี
อย่างที่สอง เข้าใจอย่างที่เค้าเป็น
ข้อนี้ยากมาก เพราะมันเป็นเรื่องของความเฉพาะเจาะจง ต้องเข้าใจเค้า
บน"บรรทัดฐาน"ของเค้าคนนั้น ไม่ใช่ของตัวเอง ดังนั้น ความเข้าใจอันนี้ แทบจะไม่ใช้
ความคิด ประสบการณ์ ความเข้าใจส่วนตัว หรือบรรทัดฐานของสังคมใดๆ เข้ามา
เกี่ยวข้อง บทสรุปของมันอาจะเป็นบทสรุปที่ คนอื่นๆ ไม่เข้าใจ หรือ รับไม่ได้
แต่มันคือสิ่งที่เค้าเป็น จะด้วยนิสัย พื้นฐานทางครอบครัว สังคมรอบข้าง งาน หรืออะไร
ก็ตามที่หล่อหลอมเค้ามาเป็นแบบนี้
การที่จะทำความเข้าใจในสเต็ปนี้ได้ ต้องอาศัยเวลาในการทำความรู้จัก คือต้องสนิทกัน
ว่าง่าย ๆ แต่บางทีการใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากๆ ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะเข้าใจในแบบนี้
ได้เลย ต้องช่างสังเกต และ "ใส่ใจ" ด้วย
วิธีการนี้ ต้องใจเย็น และใจกว้าง อยู่บนโลกของความเป็นจริงให้มาก ๆ ต้องยอมรับ
ให้ได้ว่า คนเราสามารถคิดแบบนี้ ทำแบบนี้ได้ จากนั้น ลองคิดว่า เราคือคนคนนั้น
อย่าลืมว่า ต้องคิดแบบเค้าคนนั้น ห้ามคิดแบบเรา การเอาใจเค้ามาใส่ใจเราในกรณีนี้
อาจใช้ได้ไม่มาก เพราะถ้ามันผ่าน "ใจเรา" ความคิดแบบเรา จะติดมาด้วย
ถ้าทำแบบนี้ได้ จะประหลาดใจมากว่า เราสามารถคาดเดาได้เลยว่า ในสถานการณ์แบบนี้
คนคนนั้นจะต้องทำแบบนี้ รู้แม้กระทั่ง จะพูดคำคำนี้ออกมา แล้วส่วนมากมันจะตรง!!!
อ่านมาถึงตรงนี้ อาจมีบางคนเริ่มกลัวเรา (ฮ่าๆๆ)จะบอกว่า เราไม่ใช่แม่มด(ฮี่ๆๆๆ)
การคาดเดาของเราก็ไม่ได้ถูกไปซะหมดหรอก บางทีก็ผิดนะ และสิ่งที่เรารู้เราเราก็
ไม่ได้พยายามไปขวนขวายหามาจากที่ไหน แต่เราเก็บมาจากเวลาที่เราได้ใช้ร่วมกัน
นี่แหละ เราสนิทกับคนไม่มาก แต่ถ้าสนิทแล้ว เราจะใช้ความเข้าใจแบบนี้กับเค้า และจะรู้เลยว่า ใครจะทำอะไรยังไง ...
ทำไมบางที เราพูดพร้อมกัน จังหวะเดียวกัน ด้วยน้ำเสียงเหมือนกัน
ทำไมชั้นไม่แปลกใจที่วันนึงจู่ๆแกคิดเปลี่ยนไปนับถือพระเจ้า ทั้งๆที่บ้านแกเป็นพุทธที่เคร่ง
ทำไมชั้นรับได้ ที่เด็กเนิร์ดอย่างแกจะกินเหล้าเมาอ้วก แล้วเช้ามาก็กลับไปเนิร์ดอย่างเดิม
ทำไมเรายื่นทิชชู่ให้ในเวลาที่คุณกำลังคิดจะเดินไปหามันพอดี
ทำไมอยู่ๆ เราถึงถามว่า ของขวัญที่คุณให้สองคนนั้น สลับกล่องกันใช่มั้ย
ทำไมเราถึงบอกว่าเราเดาได้ว่าคุณจะไปที่นี่ เวลานี้ๆ
ทำไมเราไม่ตกใจเวลาที่คุณตัดสินใจทำอะไรประหลาดๆ ฯลฯ ฯลฯ
ก็เพราะว่า "ใส่ใจ" ไงล่ะ ถึงได้ "เข้าใจ"
แต่ไม่ต้องกลัวว่า เข้าใจแล้วจะครอบงำหรือล่วงล้ำ เพราะพื้นฐานก็คือ เข้าใจว่าใคร
เป็นแบบไหน มีลิมิตยังไง และควรทำยังไงกับใครคนนั้นดี
ข้อดีของความเข้าใจแบบนี้ คือ จะทำให้เราเข้าใจคนอื่นแบบลึกซึ้งมาก เรียกได้ว่า
ผ่านสเต็ปนี้ไปได้ ก็พร้อมจะเข้าใจคนทั้งโลกแล้วล่ะ รู้จักขอบเขตของความคาดหวัง
และรู้สึกปกติกับความผิดหวังที่อาจจะได้รับ ยอมรับความเป็นจริง ใจกว้างมากขึ้น
ถึงจะยาก แต่สนุก แล้วจะได้ค้นพบว่า ยังมีเหตุผลอีกมากมายในโลกนี้
ที่มันเป็นไปได้
ข้อเสียของความเข้าใจแบบนี้ คือ คนอื่นอาจมองว่าเราเข้าข้าง ตามใจ หรือคิดแทนเค้า
มากเกินไป และอาจทำให้คนนั้นกลัวเรา หรือ..
บางทีเราก็กลัวตัวเองด้วย (ทำไมเดาถูกวะ!!)
เห๋ยยย....กลัวมากกกกก ฮ่าๆๆ
ปล.ขอบคุณชะนีทั้งหลาย เพราะเราไม่เคยเมาท์กันแบบผิวเผิน เลยปลูกฝังกันเองให้
เกิดความคิดแบบนี้ และพวกแกคือส่วนสำคัญของทฤษฎีนี้ล่ะ!!
กลุ่มชะนีอุดมปัญญา..วงสนทนาที่สนุกที่สุดในโลก
ปล.มีบางคนจะรู้จักกันมากเกินไปถึงขนาดขยิบตาทีเดียวก็รู้แล้วว่าคิดยังไง จะมากไป
ป่าวห๊ะ..แปะ!! ปล.เราเชื่อว่าคุณจะไม่ตีความผิดกับสิ่งที่เราบอกไป เพราะทุกเรื่องถึงเรื่องที่ยากกว่านี้
เราก็เข้าใจถูกกันมาตลอด หรือบางอย่างที่คุณชอบพูดแซวหรือล้อเลียนออกมา
มันก็เกิดจากความเข้าใจในแบบที่สองนะเราว่า ;P
ปล. เอนทรี่นี้เขียนรวดเดียวจบ แซงบล็อกที่เขียนค้างๆ ไว้เยอะหลายเรื่องมาก
มันต้องคิดแล้วเขียนเลยสินะ ถึงจะจบได้ -_-"
ปล. เหมือนจะได้ทำอะไรใหม่ๆ รู้สึกตื่นเต้นและ active มากๆ ^^ Comments (11)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://toeytoeytoey.spaces.live.com/blog/cns!D1D3DF93A4EE01FA!1339.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|