Toey's profileI t 's M E ©PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
I t 's M E ©Me,Myself and ToEY! |
|||||
|
เข้ามาอ่านแล้ว ทิ้งคำทักทายไว้ตรงนี้หน่อยนะคะ
จิ๋ว เพชรบริหารwrote:
หวัดดีเตยอ่านแล้วรู้สึกดีอะเตย เตยนี่ก็ปรัชญาเหมือนกันนะ ไม่เห็นรั่วเลย 5555
Sept. 28
Dada Cwrote:
พี่เตย...ดาเองนะจ๊ะ ทักทายค่ะพี่
Aug. 12
Sutus Jatcharteewrote:
ชอบที่พี่เตยเขียนมากๆเลยคับ
ป.ล. ยังรอdownload 2 talk ไปฟังอยู่นะคับ
May 1
เทพหัสดินทร์wrote:
หวัดดีคร้าบ
Apr. 19
talumuwrote:
ดีครับ ผมไม่เคยเล่นนะ อิอิๆ แต่ อ่านแล้วรู้สึกดีอ่านะ
จาลองทำบ้างนะครับ ฟังรายการเมื่อคืนเผลอหลับ
ไปตอนไหนไม่รู้แย่เลย 555+ ไปละครับ
ละจะติดตามผลงานครับ bye bye
Mar. 21
|
September 25 2talkหายจากที่นี่ไปเกือบปี!! ไปใช้ชีวิตเรื่อยๆ เปื่อยๆ ลุ่มๆดอนๆ มาจนรู้สึกว่า ต้องบันทึกอะไรไว้อีกซักครั้ง
ชื่อเอนทรี่นี้เคยใช้ไปแล้วเมื่อประมาณสองปีก่อน ลองย้อนกลับไปอ่านดูได้
อ่านแล้วเห็นภาพตัวเองตัวพอง หัวใจพอง มีความสุขเป็นที่สุด
แต่จะยังไม่บรรยายแล้วกัน ว่าขณะที่เขียนเอนทรี่นี้สภาพตัวเองเป็นยังไง ไว้อ่านให้จบก่อนค่อยมาดูกัน!!
จุดเริ่มต้นของรายการนี้ มันเป็นความบังเอิญแท้ๆ ที่ได้ไปดูสองคนนี้โชว์บนเวทีด้วยกัน
ด้วยเคมีที่ตรงกันมาก โชว์วันนั้นทำให้เรากลับมาออกแบบรายการในฝัน แล้วก็เรียกสองคนนี้มาทำเดโม
และก็ผ่านอย่างแทบจะไม่มีข้อโต้แย้ง
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน.....
เวลาผ่านไปเร็วกว่า รถไฟฟ้า(มาหานะเธอ) จากวันแรก 10 มีนาคม 2550 จนมาถึงวันที่ 24 กันยายน 2552
รายการนี้ออกอากาศมาแล้วกว่า 150 ตอน ยอมรับว่าบางทีก็มีตันกันบ้าง อู้กันบ้าง ทั้งคนจัด ทั้งโปรดิวเซอร์
สำหรับรายการทอล์คสดๆ เกือบสองชั่วโมง ที่แทบจะไม่ใช้วัตถุดิบอื่นใด นอกจาก สแตมป์ และ คัตโตะ
ที่ทั้งร้อง เล่นดนตรี และหาสารพันเรื่องราวมาเล่า ก็นับว่าเยอะและเซียนมากๆ
บอกได้เลยว่า เป็นรายการเดียวบนหน้าปัดวิยุที่ทำได้แบบนี้ และคุณสองคนเป็นเทพ!
เมื่อคืน
ในที่ประชุมเอกเขนกของพวกเรา ก็ยังคงยึดหลัก "ความสบายใจในการทำงานมาก่อน" เหมือนทุกๆครั้ง
เมื่อมีใครคนนึง เกิดความไม่สะดวกใจในการทำงานขึ้นมาแล้ว พวกเราก็เลยคิดกันว่า เราจะหยุดมัน
โดยไม่มีการร่ำลา เพราะเทปสุดท้ายของรายการเพิ่งถูกจัดเสร็จไปเมื่อกี๊ ก่อนหน้าจะออกมานั่งคุยกัน
ทุกอย่างจบลงอย่างกะทันหัน...
คำสุดท้ายของรายการทูทอค ก็เหมือนทุกๆครั้ง
"แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า กับสแตมป์ คัตโตะและแนตตี้ กับรายการทูทอค วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ"
เอาเถอะ จะร่ำลากันให้อาวรณ์ไปทำไม เมื่ออะไรในโลกมันก็ไม่แน่นอนทั้งนั้น
ในอนาคต รายการนี้อาจกลับมาในรูปแบบอื่น หรือมีรายการใหม่มาแทนที่ หรืออะไรก็สุดจะเดา
ในฐานะโปรดิวเซอร์ ยอมรับว่าใจหาย เพราะรายการนี้มันไม่ใช่งาน แต่มันคือ ส่วนนึงของชีวิต
จากนี้ไปบ่ายสามวันเสาร์ คงเหงาๆ ไปซักพัก อีกหน่อยก็คงทำใจได้ เหมือนทุกสิ่งในชีวิตที่ผ่านเข้ามา
แล้วก็ผ่านออกไปแต่ จะไปกลัวอะไรล่ะ เมื่อความทรงจำดีๆ มันอยู่กับเรา
ไม่ได้ผ่านไปเหมือนเหตุการณ์ซะหน่อย
สแตมป์ : ขอบคุณมากสำหรับทุกสิ่งที่ผ่านมา ถึงจุดเริ่มต้นมันจะมาจากความจับพลัดจับผลู
แต่แตมก็ทำมันได้ดี รายการนี้มันเป็นของทั้ง สแตมป์ และ คัตโตะ ถ้าขาดใครไปก็ไม่ใช่ทูทอค
ยินดีที่ได้ร่วมงานกัน ยังไงแตมก็เจ๋งเสมอในสายตาเรา
เรายังต้องเจอกันไปอีกนาน แน่ๆ
คัตโตะ : ขอบคุณความตั้งใจที่มีมาตั้งแต่เริ่มแรก คำว่า "ได้" "โอเค" "ตกลง"
มันทำให้เราทำงานด้วยความสบายใจ และเชื่อมั่นว่ามันจะ "ได้" อย่างที่พูด
และคุณก็เป็นดีเจที่ไม่เคยทำให้โปรดิวเซอร์คนนี้ผิดหวังซักที ขอบคุณสำหรับความอดทน
ขอบคุณสำหรั บความเข้าใจที่ช่วยให้เราผ่านเหตุการณ์ยากๆ มานับครั้งไม่ถ้วน เราอาจจะพูดกันน้อยไปหน่อย
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้จัก รู้ใจกันน้อยลงไปตาม สำหรับเราสองคน การหยุดรายการนี้ มีผลต่อชีวิตน้อยมาก
เพราะรายการนี้จบ ก็ยังมีงานอื่น และการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ รออยู่ข้างหน้า
เรายังคงเป็นลูกจ้างของโค้ด (ที่ดูยังไม่มีทีท่าจะเลิกใช้งานเรา และเราก็จะไม่ยอมให้เลิกใช้ง่ายๆหรอก)
เรายังคงเป็นเดอะแกงค์ ที่พร้อมจะเฮฮากับลิปตา ทั้ง คุณ อีแทน แนตตี้ กุ๊ก ฝน เน เสี่ย พี่ตุลย์ พี่เก่ง อีเตื้อง ดอจจี้
(และแน่นอนว่า ทุกเวทีของลิปตา ก็ยังคงได้เห็นเราอยู่ข้างล่างนั่นแหละ)
เรายังเหนียวแน่นกับZURU น้องโอ๋ พี่ปอ เจ้บิ๋ม บุ๋ม อีปลาทอง อีจ๊อบ และก็คงเหนียวแน่นขึ้นเรื่อยๆ
บ้านเรา บ้านคุณก็อยู่ที่เดิม (อย่าเพิ่งย้ายหนีไปก่อนล่ะ) แถมยังมีเบิร์ธเดย์เป็นตัวประกันอยู่อีกต่างหาก
ที่สำคัญที่สุดเราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ดี!!
อาจจะดีก็ได้ ที่เราจะลดมิติของความสัมพันธ์ลงไปซักข้อนึง
จะได้คุยเรื่องงานกันน้อยลง มีเวลาคุยเรื่องไร้สาระกันมากขึ้นกว่านี้ : )
แนตตี้ : จิจิของเก๊า...ขอบคุณมากที่เข้ามาเติมให้ทีมสมบูรณ์ นอกจากความเต็มของโชว์แล้ว
จิจิก็มาช่วยให้สภาพจิตของเรา เต็ม ด้วย จิจิเป็นที่พึ่งทางใจที่ดีมาก ทำให้เราอบอุ่นใจได้โดยไม่ต้องพูดอะไร
รู้สึกเหมือนมีคนเข้าใจอยู่ตลอดเวลา ขอบคุณนะก๊ะ งืดๆๆๆ
เอ็ดดี้ : คนนี้ก็ต้องขอขอบคุณด้วย เพราะหลายครั้งที่มาช่วยเติมเสียงฮาในรายการแบบไม่ได้อะไร
ตอบแทนกลับไป ถ้ามีโอกาสเราอยากร่วมงานด้วยแบบจริงจังนะ
คุณผู้ฟังที่รัก : ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนคลับของสแตมป์ คัตโตะ แนตตี้ หรือแฟนรายการที่ฟังอยู่เป็นประจำ
แม้กระทั่งคนที่หมุนมาเจออย่างบังเอิญ ขอบพระคุณจากหัวใจ ที่ให้เกียรติมาฟังรายการเล็กๆ รายการนี้
หวังว่าช่วงเวลาสองปีกว่าๆ ที่ผ่านมา คงจะทำให้คุณมีความสุข ได้หัวเราะบ้าง และคงจะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
ถ้าจะแบ่งปันห้วงความทรงจำดีๆของคุณให้รายการนี้เข้าไปอยู่ในนั้นด้วย : )
"ไม่มีงานเลี้ยงใด ไม่มีวันเลิกรา" เป็นความจริงของโลกใบนี้
และแน่นอน รายการวิทยุเล็กๆ อย่าง 2talk ก็หนีไม่พันสัจธรรมอันนี้ไปด้วยเช่นกัน
ขอบคุณรายการ 2talk
ที่ถึงแม้รายการจะสิ้นสุดลง แต่ก็ได้นำมิตรภาพดีๆ ที่เพิ่งเริ่มต้นได้เพียงนิดเดียวเท่านั้น
เมือเทียบกับเวลาที่เรายังต้องรู้จักกัน... ไปอีกชั่วชีวิต : )
![]() ![]() ![]() ![]() ![]() January 25 Finding BALANCE"น้ำในตู้เย็นหมดแล้ว"
ได้ยินครั้งแรก คนส่วนใหญ่จะให้ความหมายว่า
++ ในตู้เย็นไม่มีน้ำเหลือแล้ว ++
แต่ฉัน..ให้ความหมายมันว่า
++ น้ำที่แช่อยู่ในตู้น่ะ เย็นหมดทุกขวดแล้วนะ ++
โค้ดบอกความคิดฉัน ประหลาดกว่าชาวบ้านเค้า
แล้วอย่างงี้จะให้คนอื่นมาเข้าใจ หรือเห็นตามในสิ่งที่ฉันคิดได้ยังไง
ก็จริง..
คนส่วนมากก็มักจะคิดในแบบที่มันควรจะเป็นหรือน่าจะเป็น
หรือเชื่อในแบบที่เค้าอยากจะเชื่อ
เค้าก็จะเชื่อว่า น้ำในตู้เย็นไม่เหลือแล้ว โดยที่ไม่ต้องเห็นมันเลยก็ได้
แต่...ถ้าเกิดว่า ฉันยืนอยู่หน้าตู้เย็น เปิดออกมา แล้วเห็นล่ะว่า
ในตู้เย็นมีน้ำเต็มทุกขวด และทุกขวดเย็นหมดแล้ว ...
มันก็เป็นไปได้ไม่ใช่เหรอ??
ในเรื่องบางเรื่อง มันก็จะมีเหตุผล เงื่อนไข ข้อสัญญา หรืออะไรยิบย่อยที่ไม่ใช่
ทุกคนจะเห็นหรือเข้าใจมัน และบางอย่างมันก็ยากเกินที่จะอธิบาย
หรืออธิบายไปแล้ว ก็เกินวิสัยที่คนปกติธรรมดาเค้าจะเชื่อว่ามันจะมีแบบนี้อยู่จริงๆ
แล้วคนเรา ก็มีอีโก้กันทุกคน เชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ ฟังในสิ่งที่อยากได้ยิน
เมื่อความพยายามที่จะอธิบาย กลายเป็นการแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ หรือฟังไม่ขึ้นในสายตา
คนอื่น เมื่อหลายคนบอกว่า สิ่งที่พวกเค้าเห็นกับสิ่งที่เราพูดมันขัดแย้งกันสิ้นดี
ถ้าอย่างงั้น...พูดไปก็สองไพเบี้ย..ฉันคิด
อยู่เฉยๆ ให้เวลาพาคำตอบที่แท้จริงมาให้คนพวกนั้น ดูจะเท่ห์กว่า
ฉันรู้ตัวเองเสมอว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ และสิ่งที่ฉันทำมันไม่เดือดร้อนใคร
ไทป์ห้าอย่างฉัน มักจะพูดเยอะอยู่ข้างในสมองตัวเอง แล้วค่อยแสดงออกหรือพูด
ออกมาเท่าที่จำเป็น ฉันมั่นใจว่าทุกอย่างที่ฉันพูด หรือทำ ได้ผ่านการไตร่ตรองมา
เป็นอย่างดีแล้ว เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง ยิ่งฉันเงียบมากเท่าไหร่
หมายความว่า ความคิดของฉันกำลังทำงานหนักมากเท่านั้น ถ้านอกเหนือจากสิ่งที่ฉัน
ได้ทำออกมาด้วยความตั้งใจ และรู้ตัวแล้ว ก็จะเป็นสิ่งที่เป็น ลักษณะภายนอก
หรือ คาแรคเตอร์ ที่มันติดอยู่กับตัว ยกตัวอย่างถึงสิ่งที่มักจะเป็นปัญหากับฉันมากที่สุด
ก็คือสีหน้าเรียบเฉย ที่คนอื่นจะคิดกันไปว่า ฉันดุ...
อาจเป็นเพราะฉันเป็นคนจริงจัง(ในบางขณะ) ทีทำให้เข้าใจกันไปอย่างงั้น
แต่ถึงแม้ว่าฉันจะดุ แต่ฉันก็ไม่เคยกินกบาลใครมั่วซั่ว ฉันแค่เป็นคนตรงๆ ใครมาดี ก็ดีไป
รักคนไหนก็ดีด้วยสุดขั้วหัวใจ
ฉันไม่เคยแคร์ว่าใครจะมองฉันยังไง เพราะฉันรู้ว่า ถ้าใครที่ได้รู้จักฉันจริงๆ
เค้าจะรู้เองว่าฉันเป็นยังไง มันไม่มีประโยชน์ที่จะไปประกาศให้คนทั้งโลกรู้ว่า
ฉันเป็นแบบนั้น..แบบนี้ สู้มารู้จักกันแล้ว ค่อยรู้ตัวตนจริงๆ ดูมีค่ามากกว่า
ฉันแคร์แค่ว่า คนที่ฉันรัก คนที่รักฉัน และคนที่รู้จักฉันดี เค้าจะเข้าใจฉัน ในแบบที่ฉันเป็น
เพราะกับคนรอบข้าง ฉันเปิดเผย และให้เวลาในการทำความรู้จักกันในเชิงลึก
ฉันพูดในสิ่งที่ฉันคิด ทำในสิ่งที่ฉันรู้สึก บอกในสิ่งที่ฉันต้องการไม่ว่าจะในทางตรง
หรือทางอ้อม ใครที่รู้จักฉัน เค้าจะรู้เลยว่า ฉันจะเลือกอะไร ฉันจะคิดยังไงต่อเรื่องนี้
ฉันทำแบบนี้เพราะอะไร บลา บลา บลา
แค่คนกลุ่มเล็กๆ รอบๆตัว เข้าใจฉัน .... แค่นี้ก็พอใจแล้ว : )
แค่ความรู้สึกของคนกลุ่มนี้ ก็มีค่ามากเกินกว่าที่ฉันจะต้องสนใจความคิดเห็นของคน
ที่ไม่เคยแม้แต่จะพูดกับฉัน
ดังนั้น ฉันคงเฮิร์ทน่าดู ถ้าคนที่ฉันคิดว่า เค้ารู้จักฉันดีกว่าใครๆ
จะฟังคนอื่น เชื่อคนอื่นที่พูดถึงฉัน มากกว่าสิ่งที่ฉันเป็นจริงๆ
จนทำให้ฉันเกิดคำถามขึ้นมากับความเชื่อมั่นของตัวเองว่า
"ฉันจะเป็นในสิ่งที่ฉันเป็น หรือ เป็นในสิ่งที่คนอื่นอยากให้เป็น"
"ผมไม่คิดเลยว่าคำถามแบบนี้จะออกมาจากปากคนอย่างพี่"
จ๊อบที่นั่งอยู่ตรงข้าม จัดการอาหารตรงหน้า พูดออกมาด้วยหน้าตากวนประสาท
อย่างเคย แต่มันทำให้ฉันคิดว่า นี่ฉันกำลังสูญเสียความเป็นตัวตนไปอย่างมาก
ในขณะเดียวกันก็รู้สึกดี ที่ความคิดเห็นนี้มันสนับสนุนความเชื่อมั่นของฉันที่มีต่อ
คนกลุ่มเล็กๆที่ฉันแคร์ และจ๊อบก็เป็นตัวแทนนึงของคนกลุ่มนั้น
"แต่บางครั้งถ้าสิ่งที่เราเรียกมันว่าความเป็นตัวของตัวเอง ทำร้ายตัวเราเอง
และคนรอบข้าง ปรับมันสักหน่อย เราไม่คิดว่ามันจะเสียหายอะไร"
ข้อความที่ดีที่สุดอันนึงในรอบเดือนนี้ที่พิมพ์คุยกะโค้ด มันก็ทำให้ฉันคิดว่า
ความลังเลที่มันเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ มันไม่ใช่เรื่องเสียหาย
คิดอยู่หลายวัน ตกลงกับตัวเองแล้วว่าจะหาจุดตรงกลางระหว่างความเป็นตัวเอง
กับความน่าจะต้องเป็น
ฉันไม่ได้ทำเพื่อตัวฉันเองซะทีเดียว แต่ฉันทำเพื่อคนที่ฉันแคร์ พวกเค้าจะได้ไม่ต้อง
เหนื่อยใจที่จะอธิบายความเป็นฉันให้คนอื่นๆเข้าใจ เพราะถ้ามองในมุมกลับกัน
ถ้าเป็นฉัน ฉันก็คงไม่อยากให้ใครมามองคนที่ฉันรัก หรือ เพื่อนของฉันแบบผิดๆ
ฉันจะมีสติอยู่กับตัวเองให้มากขึ้น ลดช่วงเวลาลืมตัว ที่หน้าดุๆ ของฉันจะปรากฎ
แต่อย่าหวังว่าจะได้เห็นฉันพุ่งเข้าใส่ทุกคน หรือมีหน้าเปื้อนยิ้ม อยู่ตลอดเวลา
นั่นมันผิดคอนเซปต์!! 5555+
ปล. อย่าตัดสินคนอื่นจากภายนอก มันอาจทำให้คุณเสียโอกาสดีๆในชีวิต อย่างน้อย
ก็โอกาสในการที่จะได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของคนอื่น และฉันจะบอกตัวเองอย่างนี้เช่นกัน
January 02 Keywords :]
ทุกปี พอย่างเข้าสู่เดือนธันวาคมทีไร รอบๆตัวมันจะอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของ
การเฉลิมฉลอง อะไรๆมันก็ดูสวยงามไปหมด เดือนนี้เป็นเดือนที่หลายๆ คนชอบ
เพราะทำงานน้อย หยุดเยอะ แล้วทุกคนก็พร้อมใจกันเตรียมรับความสนุกและ
อนุโลมให้ความรู้สึกอยากเที่ยวเล่นสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด มันก็ดีนะ...แต่เพราะ
เดือนนี้มันเป็นเดือนสุดท้ายของปี
บางวูบเราก็รู้สึกใจหาย..
เหมือนมายืนทีจุดสูงสุดของหน้าผา แล้วมองลงไปเห็นภาพรวมของสิ่งที่เคยทำมา
ตลอดปี บางอย่างก็ดี ทำให้เราชื่นใจ บางอย่างก็แย่ แต่ก็โล่งที่สุดท้ายแล้วมันก็
ผ่านมาได้ด้วยดี แต่ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เราก็จะรู้สึกผูกพันกับมัน แต่ตอนนี้ทุกอย่าง
กำลังจะผ่านไป
บางวูบก็รู้สึกเสียดายเวลา..
มีอะไรหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ เผลอแปปเดียว เวลากำลังจะเดินผ่านเราไปอีกปี
แล้ว กลับมาทบทวนดู บางทีเราก็ปล่อยให้เวลาผ่านหน้าเราไปเฉยๆ โดยไม่ทำอะไร
บางวูบก็รู้สึกกลัว..
น่าจะเป็นธรรมดาของคนเรา มักจะกลัวในสิ่งที่ยังมองไม่เห็น ยังมาไม่ถึง เพราะไม่รู้ว่า
ต้องเจอกับอะไรบ้าง เป็นความกลัวที่ผสมกับความตื่นเต้นนิดๆ
สรุปแล้ว ปาริเป็นโรคกลัวปีใหม่ ยอมรับเลย !!
แต่ที่เขียนมาตั้งยาว ยังไม่ได้เข้าเรื่องเลย มันแค่เป็นการเกริ่นเท่านั้น O_0" ฮ่าๆๆ
ที่อยากจะเขียนจริงๆ ก็คือ ในปีที่ผ่านมาเนี่ย มีคำคำไหนที่สำคัญกับชีวิตเราบ้างต่างหาก
(เข้าเรื่องมันซะดื้อๆ อย่างงี้ล่ะ)
ปัญหา
the step to grow up!!
สังเกตตัวเองว่า ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิด สาเหตุของมันก็มาจากหลายปัจจัย แต่ว่ามันจะ
ร้ายแรงมากขึ้นเมื่อมันกระทบต่อความรู้สึก ความสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งหัวใจของเราเอง
บางเรื่องเล็กมาก แก้ง่าย แต่ความรู้สึกที่เสียไป กู้กลับมายากเหลือเกิน ต้องใช้เวลา
ความกล้าหาญ ความเด็ดเดี่ยว รวมถึงอาจต้องตัดใจ "ปลง" ไปในบางครั้ง
ปัญหาใหญ่ในปีที่ผ่านมา มันเริ่มตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เสียน้ำตาไปถังใหญ่ เพราะปัญหา
ไม่ได้เกิดจากเราเอง มันเป็นผลกระทบชิ่งมาอีกที กว่าจะผ่านช่วงนั้นมาได้ ก็เกือบแย่
ทุกวันนี้ก็ยังมีแผลในใจอยู่ ระหว่างปีส่วนมากเป็นปัญหาที่เกิดจากตัวเราเอง ทั้งเรื่อง
การสื่อสารที่ผิดพลาดทำให้แปลความไม่ตรงกัน คอนเซ็ปต์การทำงานที่เข้ากันไม่ได้
การฝากความหวังไว้ที่คนอื่นมากจนเกินไป ความรู้สึกว่าตัวเองทำงานอย่างโดดเดี่ยว
และล่าสุดความขัดแย้งระหว่าง "สิ่งที่อยากให้เป็น" "สิ่งที่เป็นอยู่" หรือ
"สิ่งที่มันควรจะเป็น"
แต่แล้ว กระแสของวันเวลาก็พัดพาทุกอย่างให้ผ่านไป บางอย่างแก้ไขได้ บางอย่าง
ทุเลาลง บางอย่างแค่สงบนิ่งรอวันปะทุใหม่ แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ
ปัญหา ทำให้เราเติบโตขึ้น เข้มแข็งขึ้น
ปัญหา ทำให้เรารอบคอบ รู้วิธีป้องกันและจัดการกับมันในคราวหน้า
ปัญหา ทำให้เราหัดเข้าใจคนอื่น ไม่ว่าจะเข้าใจจริงๆ หรือจำเป็นต้องเข้าใจก็ตาม
ปัญหา ทำให้เราเข้าใจความเป็นจริงของโลก เรียกง่ายๆ ว่า ปลง และปล่อยวาง
ปัญหา ทำให้เรารู้ว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหน ถึงยังแก้ไม่ได้ แต่ก็ยังได้รู้
และปัญหา ทำให้เรารู้ว่า ใครที่เป็นห่วง เข้าใจเรา ใครที่เป็น "คู่คิด"
และใครที่เป็น"เพื่อนแท้" :] ขอบคุณนะคะ
เข้าใจ
a Key to be together
เรื่องยากและท้าทายในการอยู่ร่วมกันคือ ความเข้าใจในสิ่งที่แต่ละคนเป็น
ปีที่ผ่านมา เราทำความเข้าใจคนอื่นด้วยการลองคิดแบบคนๆนั้นดู
ผลก็คือ เราได้รู้จักตัวตนของเค้ามากขึ้น ลดความคาดหวังในสิ่งที่เรา
อยากให้เป็นในตัวเค้าลง ยอมรับได้ว่า 3 ไม่ได้มาจาก 2+1 อย่างเดียว แต่
มันอาจจะมาจาก 9/3 หรือ 1.5x2 หรืออาจจะเป็น 97-94 ก็ได้
ไม่มีอะไรในโลกนี้จะเป็นไปอย่างที่เราต้องการทุกอย่าง ทุกคนมีเหตุผล ข้อแม้
และวิถีทางเป็นของตัวเอง การจะอยู่ร่วมกันให้ได้ ต้องยอมรับในกติกาของกันและ
กัน ถ้าเราไม่ได้คิดแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะคิดแบบนี้ไม่ได้
ต้องใจกว้าง ใจเย็น ยอมรับความเป็นจริงให้มากขึ้น ถ้าอยากเข้าใจกัน ก็อย่ามองแค่
เค้าทำอะไร แต่ลองคิดดูให้ลึกๆว่า ทำไมเค้าถึงทำแบบนี้ สนุกดี !!!
แล้วจะรู้ว่า การเข้าใจคนอื่น ไม่ยาก แต่ที่ยาก น่าจะเป็นการเข้าใจตัวเอง(ในบางขณะ)
มากกว่า 555+
ความเปลี่ยนแปลง
never be the same
ฝนเคยยกคำพระมาปลอบเราว่า ทุกอย่างในโลกล้วนมีวาระของมัน
วาระของความสุข วาระของความทุกข์ วาระของการยิ้ม วาระของการร้องไห้
วาระของความรัก วาระของความโกรธ วาระของความใส่ใจ วาระของการวางเฉย
ฯลฯ อย่าได้คิดว่า วันนี้จะเหมือนเมื่อวาน พรุ่งนี้จะเหมือนวันนี้ ทุกวินาทีมีการ
เปลี่ยนแปลงไปเสมอๆ ถึงรับไม่ได้ ก็ต้องรับให้ได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่มันต้องเป็น
ปีที่ผ่านมาบางอย่างก็โหดร้าย ทรมาน จนอยากให้จบๆไปซักที บางอย่างก็สวยงาม
หอมหวานจนไม่อยากให้มันเปลี่ยนหรือผ่านไป แต่ยิ่งยื้อก็ยิ่งทุกข์ อะไรจะเกิดก็
ต้องปล่อยให้มันเกิด แต่ขอให้สิ่งที่เรารักอยู่กับเราไปนานๆได้มั้ย อย่าไปไหนเลยนะ
(คิดได้แต่ทำไม่ได้สินะ ฮ่าๆๆๆ)
ความคาดหวัง
the harmful weapon
จากประสบการณ์ของตัวเองและคนรอบข้างทั้งที่สนิทและไม่สนิท ทำให้รู้อย่างนึงว่า
อาวุธที่ร้ายแรงที่สุดที่จะทำให้เราเจ็บช้ำปางตายได้ คือ "ความคาดหวังของเราเอง"
ความคาดหวัง เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง แต่งเอง คิดเองทุกอย่าง โดยอาจตีความ
จากปัจจัยภายนอกแต่ส่วนมากก็เป็นข้อมูลประเภท "คงจะ.." "น่าจะ..."
"อาจจะ.." "หรือว่าเค้าจะ..." เอามาผสมกับสิ่งที่เราอยากจะให้เป็น
(บางทีเราก็อาจจะเรียกให้มันเพราะน้อยกว่านั้นว่า "การคิดไปเอง")
แต่ชีวิตที่ไร้ซึ่งความหวัง มันก็ช่างแห้งแล้งสิ้นดี เพราะมันคือพลังในการ
ขับเคลื่อนให้เราทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้ความหวังที่เป็นนามธรรมนั้น เกิดเป็น
รูปเป็นร่างขึ้นมาได้ แต่ถ้ามันมากเกินไป หรืออยู่ผิดที่ผิดเวลา มันจะย้อนกลับมาหาเรา
เป็น"ความผิดหวัง" ทีนี้จะไปโทษใครก็ไม่ได้ เราคิดของเราขึ้นมาเองทั้งนั้น
ก็โทษตัวเองกันไป ยิ่งช้ำหนักเป็นสองเท่า
วิธีการบริหารความคาดหวังอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดคือ อยู่บนโลกของความเป็นจริง
ให้มากๆ (หลายคนคิดว่า สิ่งที่ตัวเองคิดเอาเอง มันคือเรื่องจริง อันนี้อันตรายสุดๆ )
อย่าตีความหมายอะไรโดยใช้บรรทัดฐานของตัวเอง เช่น ถ้าทำแบบนี้แปลว่ารัก
มองแบบนี้แปลว่าคิดถึง คนเรามันไม่เหมือนกันทุกคนหรอก เราเห็นบางคนเสียใจ
แทบเป็นแทบตายอยู่คนเดียว เพราะสิ่งที่เค้าสร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น มันน่าสงสาร
กว่าการโดนคนอื่นทำร้ายอีกอ่า T^T
อารมณ์
i am what i am
แทบทุกที เราก็มักจะปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือทุกอย่างเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน
(อันนี้หนักหน่อย)ด้วยสายงานที่ต้องใช้ความคิด(สร้างสรรค์บ้างไม่สร้างสรรค์บ้าง)
บางทีอารมณ์มันก็เป็นสิ่งสำคัญแหละ แต่ก็ไม่ทั้งหมด ถ้าไม่มีอารมณ์ทำงานจะทำไร
ไม่ได้เลย ซึ่งมันดูไม่ค่อยโปรเท่าไหร่ หรือแม้กระทั่งการเขียนบล็อก ปีนี้ เราเขียนมันน้อย
มาก ผิดความตั้งใจที่ตั้งไว้ตอนแรก บางทีอยากเขียน แต่ไม่มีเวลา พอมีเวลา ก็เขียนไม่
ออกซะงั้น พบว่า สิ่งที่ยากที่สุดคือ การทำอารมณ์เพื่อเริ่มต้นทำอะไรซักอย่าง ถ้าเริ่มได้
แล้ว มันก็จะทำได้ไปเรื่อยๆ แต่ขอย้ำว่ามันยากมากจริงๆ จนบางอย่างก็ไม่ได้เริ่มซักที
ข้อนี้ไม่ดี อยากจะแก้ แต่ก็มักจะหมดอารมณ์ก่อนทุกที (อ้าว)
M S N
Closer n' Closer
บางทีไม่ต้องคุยกัน แต่เห็นว่าออนไลน์อยู่ ก็เหมือนเราอยู่ใกล้กันแล้ว ^///^
หัวเอ็มมักจะบอกความเป็นไปของแต่ละคน บางคนที่ไปอยู่ไกลกัน เราก็ได้รู้
ว่าเค้าเป็นยังไง ตัดผมใหม่เปรี้ยวแค่ไหน รัก MSN ที่สุด มันคือสิ่งจำเป็นในชีวิตเรา
เราได้รู้จักกันมากขึ้น คุยแลกเปลี่ยนเรื่องราว เหมือนเราไม่ได้ห่างกัน
มันอาจจะดีเท่าการพูดคุยจริงๆไม่ได้ แต่บางทีมันก็ทำให้เราคิดให้ดีก่อนที่จะบอกอะไร
ออกไป บางทีปากมันพล่อย แต่ตัวหนังสือเราได้เห็นก่อน ได้อ่านมันก่อนที่จะส่งไป
และ การออนไลน์สำหรับเรามันหมายความว่า เรายังมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้
(เคยเขียนไปแล้ว และก็ยังคิดแบบนี้อยู่)
ขอบคุณ Microsoft ที่ทำให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น!!!
Communication Error
less talk,more understand???
เรามักคิดว่าสนิทกันแล้ว คุยกันมาเยอะแล้ว ทำงานเข้าขากันแล้ว จะเข้าใจกัน
ไปทุกเรื่อง ส่วนใหญ่จะใช่ แต่บางทีก็ผิด และผิดอย่างร้ายกาจซะด้วย ฮ่าๆๆๆ
บางครั้งเราเองก็ประมาท คิดว่าต่างฝ่ายต่างเข้าใจกัน เพราะก็เข้าใจกันมาตลอด
แต่ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เช่น ต่างฝ่ายต่างคิดว่า อีกคนนึงทำงานชิ้นนี้
แล้ว พอถึงวันต้องส่ง ก็ไม่มีงานส่ง หรือ นัดกันผิดที่ เพราะฝ่ายนึงคิดว่าอีกคนรู้แล้ว
อีกฝ่ายก็มั่นใจว่าคนนู้นอยู่ที่นี่แน่ๆ แต่ดันเป็นคนละที่กัน (แป่ว)อาจวิกฤตในตอนที่
เกิดเหตุ แต่สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นเรื่องขำ ไว้อำกันต่อได้ ปีที่ผ่านมาเป็นบ่อยสุดๆ
ประจำเลย อันนี้ไม่มีอะไรร้ายแรง แค่ปีนี้จะพยายามพูดในสิ่งที่จำเป็น ให้ข้อมูล
ที่สำคัญและรอบคอบให้มากกว่านี้
HOLGA
My New World :]
มันคือโลกใบใหม่ เป็นของรักของหวง ที่เอาติดตัวไปทุกที่ ทุกครั้งที่กดชัดเตอร์
มันมีความหมาย (เพราะฟิล์มม้วนนึงถ่ายได้น้อย ต้องคิดให้ดีก่อน 55+)ตื่นเต้นทุกครั้ง
ที่ไปเอารูปที่ร้าน เห็นรูปออกมาสวยก็จะดีใจมาก ลัลลาสุดๆ แต่ถึงยังไงเราก็ยังชอบถ่าย
Portrait อยู่ดี Lomo ของเราก็จะเต็มไปด้วยหน้าคนๆๆๆ อิอิ ถ่ายดิจิตอลจนชิน
ทำให้เราเป็นคนใจร้อน ถ่ายปุ๊ปรู้เลยว่ารูปเป็นไง แต่อันนี้ต้องรอ ต้องใจเย็น อดทน
ภาพตุ่นๆ มัวๆ ของโฮลก้า มันได้ฟิลล์ชะมัด!!หลงรัก Medium Format กับ
Vignett เข้าเต็มที่ ปีนี้จะพาไปเที่ยวบ่อยๆนะ น้องโฮลก้า :)
ติด
addicted!!
notebook|MSN|Hi5|iPhone|น้องขาว|SMS|HOLGA|
คัตโตะ |จ๊อบ|โอ๋ |ปอ|พี่บิ๋ม |บุ๋ม (คิดถึงๆ)|จิจิจิ |โค้ด|
Lipta Band&Lipta Mission|บัว-ฝน-แคท-ฟาง|พี่เหนือ|
จานแก๊ป|eye liner|ขนตาปลอม|Smashbox Tint(Fon's)|
เสื้อผ้า Vintage|รองเท้าส้นสูง|ลิปสติกสีนู๊ด|ที่หนีบผม|โลชั่นสตอเบอรี่|
Victoria Secret Body Splash :)|Bath&Body Work
Hand Gel(ปอให้ๆๆ)|ไพ่|บ่อนสีลม|บ่อนลาดพร้าว|siam square|
Suanlum Night Bazzar|Zen|ขนมหวานสีๆทุกชนิด|polar ice|
Cola Lime Frost ที่ Vanilla|Trust Me|Milk Tea Freeze|
กิมจิผัดไข่|เต้าหู้ทรงเครื่อง|โดนาเบะ|โอโตยะ|ซีซ่าร์สลัด |Saturday Night|
Sweet&Cheese popcorn หน้าโรงหนัง|Foodland หลังตีสอง|
ชาเก๊กฮวยโคคา|adobe photoshop&illustator|LOMOlization|
บ้าระห่ำ|คนจริง|การท้าทายกับตัวเอง|H A P P I N E S S !!!
ทั้งหมดคือสิ่งที่ "ติด" มาก และทั้งหมดนี้ เราเรียกว่า "ความสุข"
สังเกตตัวเอง ว่าเป็นคนประเภท "เสพติดความสุข"
อะไรที่ชอบ หรือ อะไรที่ใช่กับตัวเอง ก็จะอัดเต็ม ไม่มีกั๊ก
ก็เมื่อความสุขมันอยู่ตรงหน้าแล้ว เราจะปฏิเสธมันทำไมล่ะ??
พรุ่งนี้จะเป็นยังไงก็ยังไม่รู้ รู้แต่ว่าถ้าวันนี้มันมีเรื่องดีๆ เราก็คงไม่ปล่อยให้มันเลยผ่านไป
โดยที่ไม่มีเราอยู่ในนั้น ... เคยทำใจแข็งหลายครั้ง แต่ไม่เคยสำเร็จซักที
โบราณบอกว่า ให้ อดเปรี้ยว ไว้กินหวาน
แล้วอะไรที่มันจะการันตีว่า พรุ่งนี้มันจะหวาน หรือแม้แต่ จะมีพรุ่งนี้ให้เรารึป่าวก็ยังไม่รู้
ตราบใดที่เรายังรู้ตัวว่า เราทำอะไรอยู่ และยอมรับผลของความไม่แน่นอนของอนาคตได้
อยากทำอะไรเราจะทำ เพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายว่าทำไมวันนั้นไม่ทำลงไป
คนจริง
workaholic ยิ่งโตขึ้น ก็สังเกตตัวเองได้ว่า เป็นคนจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ เรามักจะจริงจังกับเรื่องงาน
อะไรก็ตามที่เราจัดประเภทว่าเป็นงาน เราจะทำมันอย่างมุ่งมั่น ไม่ว่าจะเป็น งานประจำ
งานดีเจ งานทำขำๆช่วยเพื่อน งานที่ไปอาสามาทำเอง ทุกอย่างต้องดี และ ดีที่สุด
จะไม่มีการทำผ่านๆไป ฟังดูเหมือนจะดี แต่บางที ทำไปแล้วมามองย้อนไปดูตัวเอง
ก็ตกใจเหมือนกัน ว่าทำไมต้องจริงจังขนาดนั้นด้วย คนอื่นๆ จะมองว่า เราดุ
จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ดุอะไรหรอก ช่วงเวลานั้นอาจเป็นช่วงที่เรากำลังจริงจังกับอะไรซักอย่าง
อยู่ก็เป็นได้ เวลา relax ก็มีนะ ฮ่าๆๆ
อีกอย่างที่แอบภูมิใจตัวเองนิดหน่อย คือ รู้สึกว่า ตัวเองเป็นคนพูดจริงทำจริง ถ้าอะไรที่
บอกว่า ได้ ก็จะต้องทำให้ได้ และต้องทำให้ดีที่สุดด้วย ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนก็ตาม
จะไม่มีการรับปากไปส่งๆ ถึงบางอย่าง จะบ้าบื่น ระห่ำไปหน่อยก็เหอะ ถ้าลองตั้งใจว่าจะทำ
แล้วก็จะเดินหน้าทำๆๆไป กล้าทำไม่กลัวเจ็บ
ปีนี้จะทำหน้าโหดให้น้อยลง บอกไว้ก่อนว่า บางทีก็ไม่ได้ทำ มันเป็นของมันเอง แต่จะ
เตือนตัวเองบ่อยๆ แล้วกัน
2talk
my precious
คำนี้มีอิทธิพลกับชีวิตเรามากในปีที่ผ่านมา และปีต่อๆไปด้วย มันคือช่วงเวลาของการทำงาน
ที่น่าภาคภูมิใจ และมีความหมายสำหรับเรามากๆ มีเหตุการณ์เยอะแยะเกิดขึ้น ตั้งแต่เรื่อง
ที่ดีที่สุด ถึงเรื่องที่เศร้าที่สุด แต่เราก็ผ่านมันมาได้ "ด้วยกัน" ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นยังไง
หรือจะเกิดอะไรขึ้น เราจะขอเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมเล็กๆ นี้ตลอดไป :)
ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา...
และทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วย !!!!
ปล. เอนทรี่นี้ตั้งใจว่า จะเขียนให้จบก่อนปีใหม่ แต่ก็ยืดเยื้อจนได้ 55+
Note
Happy New Year 2009 to All...and you,Parii keep trying your best na
October 27 you are a GIFT :)แล้วก็ผ่านไปอีกปี ...
21 ตุลาคม 2551
My Perfect Birthday!!!
(20 ตค. 23.30) ฝน บัว มาดักซุ่มรอที่หน้าออฟฟิต ตามธรรมเนียมของแกงค์ชะนี
พร้อมอุปกรณ์บำรุงผม.. ปีที่ 11 แล้วว่ะ ที่เราร้องแฮปปี้เบิร์ธเดย์ใส่กัน เกิน 1 ใน 3
ของชีวิตแล้วและมันจะเป็นอย่างงี้ตลอดไป รักพวกมึงมาก you are my Family :]
(00.00 am)
ขอบคุณมากค่ะ >> you are the fist one of my day ka !!
เริ่มกิจกรรมแรกของวันด้วยงานที่รัก จัดรายการพอดี ได้รับ sms จากคนฟังเยอะมาก
จัดรายการไปหน้าบานไปแฮะ (จากที่บานอยู่แล้วก็บานขึ้นไปอีก อิอิ) พร้อมกับ sms
เข้ามาในมือถือตัวเอง จาก จ๊อบ อั้ม ปาล์ม ปลาทอง เดียร์ ฯลฯ และข้อความทาง
msn จากหลายๆคนที่เรารัก happy~!
รวมถึงโทรศัพท์สายพิเศษจากอ๊อฟน้อย (อยากบอกว่าคิดถึงเหมือนเดิมจ้ะ)
ขอบคุณอิ๋ว สำหรับของขวัญชิ้นนี้
ฐานิโทรมาร้อง HBD ให้ฟัง รักมากกกกก
ตอนเช้ากลับบ้านไปทำบุญกับแม่ (ปีที่แล้วไม่ได้ไป) กอดแม่ครั้งแรกในรอบหลายๆ
เดือน(ถามว่า...ทำไมอ้อน..แหะๆๆ) แม่ให้ยืมน้อง wish อาทิตย์นึงเป็นของขวัญ
วันเกิด 55+ เสร็จโจร!! ไปคุยกะพ่อให้พ่อตบกบาลทีนึง แทนคำอวยพร อิอิอิ
น้องเปรี้ยวโทรมาหา ดีใจมาก น้องสาวที่น่ารักที่สุดเสมอ รักๆๆๆ
พี่บิ๋มตั้งกระทู้ HBD ให้ในบอร์ดลิปตา มีน้องๆมาอวยพรเต็มเลย น้ำตาจะไหล
บ่ายสองมีสัมภาษณ์เอเอฟ 5 (น้องรอนน่ารักขึ้นเยอะๆๆ) โดนสัมภาษณ์
TrueMomentด้วย ทำไมได้ออกทีวีตอนเน้~~~i'm fat but happy.
ก็ด่ะๆๆ T^T
ขับรถไปงาน Kunitar Fashion Show จ๊อบเอาสมุดมาให้ เป็นเล่มที่วันก่อนเรา
เพิ่งไปหยิบดูแล้วบอกว่ามันน่ารักดี คนซื้อให้ออกปากว่ารู้ทั้งรู้ว่าไม่ค่อยได้ใช้สมุด
แต่ก็ยังซื้อมาให้ Thanks,my lil' bro!!
(ดี..จะไว้เขียนด่าแกตอนแกหายหัวไป ดีมั้ย 555)
![]() ![]() ![]() photo by :: Thani*
งานสนุกดี แอบหิวข้าวเล็กๆ
แทนพาไปเลี้ยงข้าว มื้ออร่อยที่สุดของวัน :) ข้าวต้มตรงเจริญรัถ เจ๋งมาก แซ่บ!!!
ปิดท้ายวันด้วยการขับรถไปส่งฐานิ กะ จ๊อบ ที่บ้าน ชิววววว~!
กลับมาเปิด hi5 โอ้วว ไม่เคยได้รับ comment เยอะเท่านี้มาก่อน น่าจะซัก 300
ได้ ทั้งจากเพื่อน คนฟัง รุ่นพี่รุ่นน้อง รวมถึงคนที่ไม่รู้จัก ขอบคุณๆๆ
(22 ตค.) ไปงานเปิดร้านปอ เสร็จแล้วเราก็ชวน หม่าม้า โค้ด โอ๋ จ๊อบ พี่บิ๋ม งา
คัต ไปกินข้าวกันที่ร้านรถเสบียง อาหารอร่อยมากกก หม่าม้าคัตเลี้ยงข้าวพร้อมกับ
คำอวยพรที่เราอยากได้ยินที่สุด :) What a wonderful MOM you are ka!!
ขอบคุณค่า.. ก่อนกลับแวะไปทำบุญที่วัดหัวลำโพง ก็ดีนะ ได้ทำบุญร่วมกันหลายๆคน
รู้สึกดี แถมแก้อาการเพ้อเจ้อได้ด้วย...อย่างน้อยก็แปปนึง ฮ่าๆๆๆ
(25 ตค.) ได้รับของขวัญชิ้นแรกของปีนี้ (เพราะคนให้เค้าบอกไว้ก่อนแล้วว่า
จะให้อะไร) เป็นของที่อยากได้มาตลอด...
HOLGA !!! HOLGA !!! สีรุ้งด้วย เริ่ดเร่มากๆๆ เป็นก้าวแรกที่งดงาม
สู่ LOMO Society จริงๆ ชอบมาก รักสุดๆ ขอบคุณ cuttO & Natty ค่ะ
(มาเป็นแบบให้ถ่ายรูปซะดีๆ)
ฐานิ ซื้อกระเป๋าสีแดงมาให้ แร๊งงง~! นี่หละ คุณค่าที่ดิชั้นคู่ควร 55+
จริงๆ แล้ว เราเป็นคนที่ชอบได้รับของขวัญ ติดใจอาการลุ้นๆ เวลาแกะกระดาษ
ห่อของขวัญออกมาดูว่าข้างในกล่องเป็นอะไร ไม่ได้อยากเซอร์ไพร์สอะไรหรอก
แต่เราชอบตรงที่ว่า ของขวัญมันสะท้อนว่า คนที่เอามาให้ เค้ามองเรายังไง อะไร
ที่เค้าคิดว่ามันเหมาะกับเรา และของขวัญทุกชิ้นที่เราได้ เราก็รักมันทั้งนั้น
คิดแบบนี้มาตลอด ว่านี่แหละ ความหมายที่แท้จริงของคำว่า "ของขวัญ"
ปีนี้ มีคนถามเราว่า "วันเกิดอยากได้อะไร" ด้วยเหตุผลที่ว่า
อยากให้อะไรที่อยากจะได้จริงๆ ...มันเป็นคำถามเบๆที่ตอบยาก เพราะเราก็ไม่คิด
จะตอบด้วย ของขวัญก็คือของขวัญ เหมือนตักบาตร อย่าถามพระนั่นแหละ
แต่สุดท้ายเราก็บอกไปจนได้ แล้วก็ได้สิ่งนั้นมาจริงๆ ไม่มีมุข ไม่มีเซอร์ไพร์สอะไร
ทั้งนั้น ยื่นให้กันตรงๆ นี่หละ รู้อยู่แล้วว่าอะไร แต่ก็ชอบใจ แฮปปี้มาก ๆๆๆๆ
คุณทำให้ความหมายของ "ของขวัญ" เปลี่ยนไป :]
เลิกกะเกณฑ์ว่าเราต้องลุ้นว่าของในกล่องจะเป็นอะไร
หรือเป็นการได้ของที่อยากได้จริงๆ
เพราะหัวใจสำคัญของของขวัญ อยู่ที่ความใส่ใจของคนให้มากกว่า
ใส่ใจกับวันหนึ่งวันธรรมดา เวลา 24 ชั่วโมงที่ดูเหมือนจะไม่ได้มีความพิเศษ
อะไรในสายตาคนอื่น แต่ข้าวของหรือแม้แค่ความปรารถนาดีเล็กๆ ที่ทุกคน
ส่งมาให้ มันเติมเต็มให้วันหนึ่งวันนี้สมบูรณ์แบบและเต็มไปด้วยความสุขจริงๆ
ถามว่า..ของขวัญที่ถูกใจที่สุดคืออะไร..?? ตอบง่ายมาก
....
YOU ARE A GIFT :]
26 ตุลาคม 2551
9.21 am
บนเตียง~!
[note] Birthday Blog ปีที่แล้ว
"ขอให้เรามีความสุขเท่านี้ตลอดไป"
September 15 เพราะใส่ใจ..การที่เราบอกว่า "เรารู้จักคนคนนี้" "เราเข้าใจคนคนนี้"
พอเอาเข้าจริงๆ แล้ว เรารู้จักคนคนนี้ จริงๆรึป่าว
เข้าใจเค้าแบบไหน...
เข้าใจอย่างที่ "เราเข้าใจ"
หรือ เข้าใจ "อย่างที่เค้าเป็น"
ลองขึ้นชื่อว่า "เข้าใจ" มันก็ดีทั้งนั้น แต่ว่าความเข้าใจทั้งสองอันนี่มัน
ต่างกันตรงไหน จากตำรา "108 วิธีเข้าใจโลก" โดย Parii Hilton
เค้าว่าไว้ว่า
อย่างแรก เข้าใจอย่างที่เราเข้าใจ
อันนี้ไม่ยาก เพราะมันใช้มาตราฐานของสังคมมาตัดสิน บวกกับมีมนุษยธรรม
และการเอาใจเค้ามาใส่ใจเราอีกนิดหน่อย ส่วนมาก ความเข้าใจแบบนี้ เกิดจาก
การเคยมีประสบการณ์ร่วมกับสิ่งนั้น หรือเคยผ่านเหตุการณ์คล้ายๆ อย่างงี้มาแล้ว
บางอย่างเราเองอาจจะไม่เคยเจอแต่ก็พอจะอนุมาณ หรือใช้ คอมมอนเซนส์ใน
การเป็นเพื่อนมนุษย์เข้าใจ และจินตนาการไปถึง บทสรุปของมันจะออกมากลางๆ
แบบที่ทุกคนยอมรับได้ ข้อนี้เจอได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วง
Little Big Problems ที่จัดอยู่กับพี่บุ้ง เจริญ ทุกวัน พฤหัส ศุกร์ นั่นแหละ
"พี่คะ..หนูเลิกกับคนคนนี้ไปแล้ว เค้าร้ายกับหนูมากเลย ตอนก่อนเลิกกัน
เค้าทั้งโกหก มีคนอื่น ยืมตังค์ก็ไม่คืน เตะหมาหนูด้วย แต่หนูก็ยังคิดถึงเค้าอยู่
ลืมเค้าไม่ได้ซักที นี่ก็สามปีมาแล้วนะคะ พี่ว่าหนูควรทำไงดีคะพี่ ??"
ถ้าพูดกันตามสิ่งที่มันควรจะเป็นก็คือ
"น้องคะ เลิกคิดถึงเค้าไปเหอะ หนักแล้วตาคนเนี่ย
เค้าทำร้ายจิดใจหนูขนาดนี้ หนูยังจะไปคิดถึงเค้าทำไม มองไปข้างหน้า หาคนใหม่
ที่เค้ารักหมาหนูด้วย ดีกว่านะคะ อย่ามัวจมปลักกับสิ่งไม่ดี แถมมันยังเป็นสิ่งที่ผ่าน
ไปแล้วอีกต่างหาก สวยเลือกได้อย่างเรา เดี๋ยวก็เจอคนดีๆ ค่ะ ลืมเค้าซะลูก"
แต่ถ้าตอบแบบเข้าใจ
"อืมม.. พี่เข้าใจนะคะ คนเราถ้ามันรัก ยังไงมันก็รัก ต่อให้เค้าร้ายกับเราซักแค่ไหน
แต่พี่เชื่อว่า ลองเราเลือกเค้ามาเป็นแฟนได้ แสดงว่า เค้าจะต้องมีข้อดีที่ถูกใจเรา
ผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบแบดบอย พี่เข้าใจค่ะ แต่พอมาถึงจุดนี้แล้ว ก็คงต้องอาศัยเวลา
ซักหน่อย นี่แค่สามปีเอง บางคนใช้เวลาเป็นสิบปีเพื่อจะลืมใครซักคน ยังทำไม่ค่อยจะ
ได้เลย ไม่แปลกค่ะ ไม่ต้องรีบร้อนที่จะลืมเค้า ถ้าเราจะต้องทรมานเมื่อคิดถึงเค้าบ้าง
แต่พี่เชื่อว่า เวลาจะช่วยให้ทุกอย่างบรรเทาลงเอง ระหว่างนี้ก็เปิดใจรับคนใหม่ๆ เข้ามา
แต่ก็ไม่ต้องรีบเหมือนกัน ค่อยๆ ศึกษากันไป อย่าปิดตัวเองนะคะ"
จากเคสนี้ อาศัยประสบการณ์ตรง จากตัวเองและคนรอบข้างมาเป้นองค์ประกอบใน
ความเข้าใจ บางอย่างมันเป็นเรื่องของวัยด้วย ตอนนี้อาจจะไม่เข้าใจ ต้องอีกซัก
สองหรือสามปีข้างหน้า จะเข้าใจได้เอง
ข้อดีของความเข้าใจแบบนี้ คือ มันทำให้เราเข้าใจโลก ยอมรับความจริงได้ และ
ไม่มองอะไรแค่ด้านเดียว
ข้อเสียของความเข้าใจแบบนี้ คือ ด้วยความที่ความเข้าใจแบบนี้ มันยืนอยู่บน
บรรทัดฐานที่เราเองก็"ยอมรับมันได้"ด้วยเช่นกัน มันจึงไม่เฉพาะเจาะจง บางทีคนเรามี
เหตุผลยิบย่อยอีกมากมายในการตัดสินใจทำอะไรลงไปซักอย่าง ดังนั้น กับบางเรื่อง
เราจะรู้สึกว่า ความเข้าใจของเรามันสูญเปล่า เพราะคนรับเค้าไม่ได้เป็นอย่างนั้น หรือ
เค้ายังคงเลือกทำในสิ่งที่เราและคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ หรือ "รับไม่ได้" อยู่ดี
อย่างที่สอง เข้าใจอย่างที่เค้าเป็น
ข้อนี้ยากมาก เพราะมันเป็นเรื่องของความเฉพาะเจาะจง ต้องเข้าใจเค้า
บน"บรรทัดฐาน"ของเค้าคนนั้น ไม่ใช่ของตัวเอง ดังนั้น ความเข้าใจอันนี้ แทบจะไม่ใช้
ความคิด ประสบการณ์ ความเข้าใจส่วนตัว หรือบรรทัดฐานของสังคมใดๆ เข้ามา
เกี่ยวข้อง บทสรุปของมันอาจะเป็นบทสรุปที่ คนอื่นๆ ไม่เข้าใจ หรือ รับไม่ได้
แต่มันคือสิ่งที่เค้าเป็น จะด้วยนิสัย พื้นฐานทางครอบครัว สังคมรอบข้าง งาน หรืออะไร
ก็ตามที่หล่อหลอมเค้ามาเป็นแบบนี้
การที่จะทำความเข้าใจในสเต็ปนี้ได้ ต้องอาศัยเวลาในการทำความรู้จัก คือต้องสนิทกัน
ว่าง่าย ๆ แต่บางทีการใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากๆ ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะเข้าใจในแบบนี้
ได้เลย ต้องช่างสังเกต และ "ใส่ใจ" ด้วย
วิธีการนี้ ต้องใจเย็น และใจกว้าง อยู่บนโลกของความเป็นจริงให้มาก ๆ ต้องยอมรับ
ให้ได้ว่า คนเราสามารถคิดแบบนี้ ทำแบบนี้ได้ จากนั้น ลองคิดว่า เราคือคนคนนั้น
อย่าลืมว่า ต้องคิดแบบเค้าคนนั้น ห้ามคิดแบบเรา การเอาใจเค้ามาใส่ใจเราในกรณีนี้
อาจใช้ได้ไม่มาก เพราะถ้ามันผ่าน "ใจเรา" ความคิดแบบเรา จะติดมาด้วย
ถ้าทำแบบนี้ได้ จะประหลาดใจมากว่า เราสามารถคาดเดาได้เลยว่า ในสถานการณ์แบบนี้
คนคนนั้นจะต้องทำแบบนี้ รู้แม้กระทั่ง จะพูดคำคำนี้ออกมา แล้วส่วนมากมันจะตรง!!!
อ่านมาถึงตรงนี้ อาจมีบางคนเริ่มกลัวเรา (ฮ่าๆๆ)จะบอกว่า เราไม่ใช่แม่มด(ฮี่ๆๆๆ)
การคาดเดาของเราก็ไม่ได้ถูกไปซะหมดหรอก บางทีก็ผิดนะ และสิ่งที่เรารู้เราเราก็
ไม่ได้พยายามไปขวนขวายหามาจากที่ไหน แต่เราเก็บมาจากเวลาที่เราได้ใช้ร่วมกัน
นี่แหละ เราสนิทกับคนไม่มาก แต่ถ้าสนิทแล้ว เราจะใช้ความเข้าใจแบบนี้กับเค้า และจะรู้เลยว่า ใครจะทำอะไรยังไง ...
ทำไมบางที เราพูดพร้อมกัน จังหวะเดียวกัน ด้วยน้ำเสียงเหมือนกัน
ทำไมชั้นไม่แปลกใจที่วันนึงจู่ๆแกคิดเปลี่ยนไปนับถือพระเจ้า ทั้งๆที่บ้านแกเป็นพุทธที่เคร่ง
ทำไมชั้นรับได้ ที่เด็กเนิร์ดอย่างแกจะกินเหล้าเมาอ้วก แล้วเช้ามาก็กลับไปเนิร์ดอย่างเดิม
ทำไมเรายื่นทิชชู่ให้ในเวลาที่คุณกำลังคิดจะเดินไปหามันพอดี
ทำไมอยู่ๆ เราถึงถามว่า ของขวัญที่คุณให้สองคนนั้น สลับกล่องกันใช่มั้ย
ทำไมเราถึงบอกว่าเราเดาได้ว่าคุณจะไปที่นี่ เวลานี้ๆ
ทำไมเราไม่ตกใจเวลาที่คุณตัดสินใจทำอะไรประหลาดๆ ฯลฯ ฯลฯ
ก็เพราะว่า "ใส่ใจ" ไงล่ะ ถึงได้ "เข้าใจ"
แต่ไม่ต้องกลัวว่า เข้าใจแล้วจะครอบงำหรือล่วงล้ำ เพราะพื้นฐานก็คือ เข้าใจว่าใคร
เป็นแบบไหน มีลิมิตยังไง และควรทำยังไงกับใครคนนั้นดี
ข้อดีของความเข้าใจแบบนี้ คือ จะทำให้เราเข้าใจคนอื่นแบบลึกซึ้งมาก เรียกได้ว่า
ผ่านสเต็ปนี้ไปได้ ก็พร้อมจะเข้าใจคนทั้งโลกแล้วล่ะ รู้จักขอบเขตของความคาดหวัง
และรู้สึกปกติกับความผิดหวังที่อาจจะได้รับ ยอมรับความเป็นจริง ใจกว้างมากขึ้น
ถึงจะยาก แต่สนุก แล้วจะได้ค้นพบว่า ยังมีเหตุผลอีกมากมายในโลกนี้
ที่มันเป็นไปได้
ข้อเสียของความเข้าใจแบบนี้ คือ คนอื่นอาจมองว่าเราเข้าข้าง ตามใจ หรือคิดแทนเค้า
มากเกินไป และอาจทำให้คนนั้นกลัวเรา หรือ..
บางทีเราก็กลัวตัวเองด้วย (ทำไมเดาถูกวะ!!)
เห๋ยยย....กลัวมากกกกก ฮ่าๆๆ
ปล.ขอบคุณชะนีทั้งหลาย เพราะเราไม่เคยเมาท์กันแบบผิวเผิน เลยปลูกฝังกันเองให้
เกิดความคิดแบบนี้ และพวกแกคือส่วนสำคัญของทฤษฎีนี้ล่ะ!!
กลุ่มชะนีอุดมปัญญา..วงสนทนาที่สนุกที่สุดในโลก
ปล.มีบางคนจะรู้จักกันมากเกินไปถึงขนาดขยิบตาทีเดียวก็รู้แล้วว่าคิดยังไง จะมากไป
ป่าวห๊ะ..แปะ!! ปล.เราเชื่อว่าคุณจะไม่ตีความผิดกับสิ่งที่เราบอกไป เพราะทุกเรื่องถึงเรื่องที่ยากกว่านี้
เราก็เข้าใจถูกกันมาตลอด หรือบางอย่างที่คุณชอบพูดแซวหรือล้อเลียนออกมา
มันก็เกิดจากความเข้าใจในแบบที่สองนะเราว่า ;P
ปล. เอนทรี่นี้เขียนรวดเดียวจบ แซงบล็อกที่เขียนค้างๆ ไว้เยอะหลายเรื่องมาก
มันต้องคิดแล้วเขียนเลยสินะ ถึงจะจบได้ -_-"
ปล. เหมือนจะได้ทำอะไรใหม่ๆ รู้สึกตื่นเต้นและ active มากๆ ^^ August 03 หวังว่า...เมื่อวานเป็นอีกวันที่เหนื่อยจริงๆ กิจกรรมทับซ้อนกันจนงง
นัดถ่ายรูปดีเจ เป็นโปรดิวเซอร์รายการทูทอค แล้วยังต้องจัดรายการเองอีก
แค่นึกภาพเห็นตัวเองวิ่งเป็นลิง ก็เหนื่อยตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแล้ว
แล้วมันก็เป็นอย่างงั้นจริงๆ
การวิ่งขึ้นลงบันไดสองชั้น แต่หลายๆ ครั้งติดๆกันนี่ มันก็เอาเรื่องอยู่
...สยามวันเสาร์นี่ คนจะมารวมตัวกันเยอะไปมั้ย
... ที่จอดรถหายากไปรึป่าว?
ไหนเรื่องเวลาที่จะต้องฟิกซ์ เพราะตารางมันบังคับอยู่
แต่ก็นั่นแหละ เรื่องแค่นี้ สุดท้ายแล้ว ยุ่งแค่ไหน มันก็จะผ่านไปได้ทุกที
มีเรื่องอื่นที่ลำบากกว่านั้น ...
ตั้งแต่เด็ก แม่เลี้ยงเรามาแบบไม่เคยดุ ไม่เคยตีซักแปะ
แต่ถ้าต้องมอบโล่ห์ดีเด่นให้กับแม่ซักคนบนโลกนี้
จะขอเสนอชื่อแม่เป็นคนแรกเลย เพราะแม่ไม่เคยห้าม
เวลาที่เราจะทำอะไร ไม่ว่าจะหลุดกรอบแค่ไหน
จะไม่เคยมีคำว่า ไม่ ออกมาจากปากแม่ เรียกได้ว่า แม่เป็นสุดยอดคุณแม่
ที่เคารพการตัดสินใจของคุณลูกมากๆ แล้วถ้าเกิดว่า สิ่งที่ทำลงไปมันผิด
มันพลาด แม่ก็จะไม่เคยดุซ้ำ แต่จะบอกว่า เห็นมั้ยจ๊ะ นี่คือผลของ
สิ่งที่ลูกได้ทำลงไป ถ้าหนูเจ็บ คราวหลังหนูอย่าทำอีกนะลูก
แล้วเราก็จะจำ ไม่ทำสิ่งนั้นอีก
และสิ่งนี้ มันปลูกฝังให้เราโตมากับความคิดที่ว่า
“ในโลกนี้ไม่มีใครทำอะไรผิด คนทุกคนมีเหตุผลเป็นของตัวเอง ทุกคนมีสิทธิ
ทำตามข้อแม้ของเค้า จงเคารพการตัดสินใจของผู้อื่น ถึงแม้ว่าผลที่เกิดขึ้นจะ
กระทบกระเทือนต่อคนอื่นๆอย่างไรก็ตาม แต่คนที่เสียใจที่สุด และรู้ดีที่สุด
ก็คือตัวของเค้าคนนั้นเอง”
แต่เวลาทำงาน บางอย่างมันก็ต้องเด็ดขาด งานก็คืองาน ไม่ใช่
แค่เราคนเดียวที่จะทำงานนี้ให้สำเร็จได้ ยังมีคนอีกมากที่เกี่ยวข้อง
บางทีคนอื่น ก็ไม่ได้คิดแบบเรา
แต่ว่าไอ้เราก็ตัวแค่นี้ ไม่ค่อยมีใครมองเห็น จะไปทำอะไรใครเค้าได้
ถ้าจะมีคนผิด ก็เรานี่เองแหละ
ผิด... ที่ไม่วางแผนให้ดี
ผิด...ที่ไม่คิดเผื่อเหตุผลของคนอื่น
สุดท้ายก็ต้องมานั่งบอกกับตัวเองว่า โทษใครไม่ได้ ก็จงโทษตัวเองเถอะ
หรือแม้กระทั่ง โทษตัวเองเถอะ ว่า จะหงุดหงิดไปทำไม อย่าไปตำหนิคนอื่น
เพราะเจ้าตัวเค้ารู้ และเค้าได้ถูกลงโทษด้วยความรู้สึกผิดมากพอแล้ว
บางเวลามันทำแสนยาก เมื่อเราต้องอยู่ตรงกลาง
ระหว่างความคิดแบบนี้ กับสิ่งที่มันควรจะเป็น
ยาก..จนน้ำตาตก
ผลก็คือ
ถ้าเจ้าตัวไม่รู้ เราก็ต้องมานั่งน้อยใจอีก ว่า การที่เราโทษตัวเอง
เพื่อไม่ต้องตำหนิเค้า มันไม่ได้เกิดผลอะไรเลย เหมือนเราต้องโทษตัวเองฟรีๆ
(แต่ก็นั่นแหละนะ ไม่มีใครใช้ให้ทำแบบนี้นี่นา ทำตัวเองทั้งนั้น)
อันนี้ก็จบลงที่ เราได้แต่หวังว่า วันนึง เค้าจะรู้
ถ้าเจ้าตัวรู้สึกผิด มันก็จะดีตรงที่ว่า เราไม่ต้องเคืองใจกันไม่ต้องมาว่า
มาตำหนิกัน และคราวหน้า ความผิดพลาดมันก็จะไม่เกิดขึ้นอีก
แล้วบางที กับบางคน มันก็ซับซ้อนไปอีกว่า เมื่อเค้ารู้สึกผิดในสิ่งที่เค้าทำแล้ว
คนที่เสียใจมากกว่า กลับเป็นเราเอง เพราะเราทำให้เค้ารู้สึกผิด
...อันนี้ทรมานใจที่สุด
และจบลงที่การหวังว่าเค้าจะเข้าใจ ว่าถ้าเรื่องนี้มีผลต่อเราคนเดียว
เค้าจะไม่ผิดอะไรเลย และไม่มีวันผิดด้วย
เอนทรี่นี้เข้าใจยาก แต่ก็หวังว่า อ่านแล้วคงจะเข้าใจเรามากขึ้น
แต่ถ้าไม่...ก็ไม่เป็นไรค่ะ
เข้าใจว่าทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง และมีสิทธิจะคิดอะไรยังไงก็ได้
ซึ่งเราเคารพสิทธินั้นเสมอโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
และไม่มีผลต่อความรู้สึกในส่วนอื่นๆที่นอกเหนือจากเรื่องนี้ด้วย : )
แม่จ๋า...ขอบคุณนะจ๊ะ ที่สอนให้หนูเป็นคนแบบนี้
ปล. ไม่ได้ประชด คิดอย่างงี้จริงๆ
ปล. การไม่มีอินเตอร์เน็ตในห้อง ทำให้รู้สึกเหงามากขึ้น อยากทำอะไรก็ทำไม่ได้
เมื่อไหร่จะซ่อมเสร็จซักที ><~~
May 15 ชีวืตสนุก-สนุก!!ช่วงนี้รู้สึกสนุกกับชีวิตตัวเอง !!! มีอะไรมาให้เล่น ให้ลอง ให้เอ็นจอยหลายอย่างมาก
- Buddy
เหมือนย้อนเวลากลับไปช่วงมหาลัยอีกครั้ง กับการมีเพื่อนซี้ ชวนกันไปทำอะไรบ้าๆบอๆ
จำได้ว่าตอนปีหนึ่ง เราสองคนจะต้องไปถ่ายสติ๊กเกอร์กันที่สยามแทบทุกเย็น สวยบ้าง
ทุเรศบ้าง จำเซ็ทนั้นได้แม่นมาก ที่ใส่วิกผมม้าแล้วหน้าเหมือนกอริล่า โคตรฮา!!
เวลาผ่านไปเกือบๆสิบปี เหมือนวงจรอันนั้นมันกลับมาอีกครั้ง เรากะบัว กลับมาผนึกกำลัง
กันใหม่ ทำให้รู้เลยว่า ถึงจะมีบางช่วงที่เราห่างกันไปบ้าง แต่จิตวิญญาณของเราไม่เคยห่างกัน
เรายังคงเป็นสมองและหัวใจแทนกันและกันได้อยู่ บางทีคนนึงคิด แต่อีกคนพูดออกมาโดย
ไม่ได้นัดกัน อยากไปในที่เดียวกัน อยากกินอะไรแบบเดียวกัน เคยทดสอบหลายทีแล้ว
ไม่เคยพลาดเลยซักที!!น่ากลัวมาก you are my missing piece!!
- Night Life
มีใครคนนึง บอกเราว่า "เวลากลางคืน คือเวลาอิสระที่เราป็นคนเลือก ว่าเราอยากทำอะไร"
ก็จริงนะ เรารักเวลากลางคืน และจะใช้เวลากับมันมากเป็นพิเศษ ตีสาม ตีสี่ อิคุณเตยยังโต๋เต๋
อยู่แถวฟู๊ดแลนด์ หรือบางทีเผลอหลับ ตื่นมาตีห้า ก็ขับรถออกไปหาไรกิน นั่งเล่นเนต แล้วหลับต่อ
มันก็สนุกตรงที่เราได้ใช้เวลาไม่เหมือนกับคนอื่นบ้าง ไม่ต้องแย่ง ไม่ต้องแข่งกับใคร
ถนนโล่งๆ ซุปเปอร์มาเก็ตคนน้อย ๆ (แต่ถูกและดีคนเยอะตลอด ยิ่งดึกยิ่งเยอะ!! ทำให้เรารู้
เลยว่ามีคนใช้เวลากลางคืนเหมือนเราเยอะเหมือนกันนะเนี่ย)เหมือนกรุงเทพเป็นของเรา ไปไหน
ทำอะไรก็ชิวไปหมด ถึงบางวันจะทำให้เหงาไปบ้าง แต่ก็ขอบคุณที่ยังมีคนประเภทเดียวกันมา
ให้คุยด้วย ชอบๆๆ ชั้นรักกลางคืนนนนน
(แต่ถ้าวันไหน ไปเที่ยวมา จะไม่ถือว่าเป็นการใช้เวลากลางคืนอย่างอิสระ เพราะเจอคนเยอะๆ
รถติดๆ อันนี้ไม่นับรวมในหัวข้อนี้ แต่จะกลายเป็นหัวข้อชีวิตแซ่บๆ แทน อิอิ)
- ชีวิตแซ่บๆ
วัยรุ่นมันต้องแซ่บ!!! ที่ไหนดีล่ะ บริคบาร์ นั่งเล่น Y50 ??
ออกไปซิ่งกันบ้างไรบ้าง เรื่องเมาไม่เน้น แต่ชอบฟิลล์
ไปทำอะไรให้มันสุดๆ หัวเราะดังๆ เต้นเยอะๆ มองดูคนนู้นคนนี้ หาปลาสดบ้างไม่สดบ้าง
มันก็ถือเป็นการละลายพฤติกรรมที่ดีอย่างนึง เพราะวันรุ่งขึ้น(รวมถึงอีกหลายๆวัน)
เราก็จะมีเรื่องมาเมาท์ มาเผากันอีกยาวๆ ถึงสิ่งที่ทำลงไป(ได้) ฮ่าๆๆๆ
คิดแล้วก็ขำ อีกอย่างก็คือ คนที่มีสติน้อย มักจะจริงใจขึ้น อยากพูดอะไรก็พูด
พูดจริงซะด้วยสิ จริงมั้ย Zabb boy / ลูกค้า / โลตัส / กุ๊กกู๋ / อาแปะ
อิอิอิ
- มิตรภาพใหม่ๆ อะไรใหม่ๆ มักจะทำให้ตื่นเต้นได้เสมอ การได้พบพูดคุยกับคนกลุ่มใหม่ๆ ก็เหมือนกัน ช่วงนี้มีมิตรภาพใหม่ๆ เกิดขึ้นกับเรา เอ็นจอยมากๆ ^^ การได้คุยกับคนที่คิดเหมือนกัน ชอบเหมือนกัน รู้สึกต่ออะไรบางอย่างเหมือนกัน มันไม่เหนื่อยที่จะจูน..สินะสินะ... ทำอะไรก็สนุกไปหมด กินข้าวยังสนุกเลย!!แล้วก็ยังมีคนฟังเรา ที่มา add hi5 คุยกัน มา add เอ็มบ้าง แกงค์ขาประจำในแชทรูม น้องๆ ในเวบลิตเติ้ลบิ๊ก เวลาไปไหน ก็มีคนมาทักทาย ขอบคุณสำหรับการหยิบยื่นมิตรภาพที่น่ารักเหล่านั้นมาให้ พวกคุณทำให้เรารู้สึกว่า ผู้หญิงธรรมดาคนนี้มีความหมายมากขึ้นล่ะ ^^
- คุณแม่จำเป็น อ่า...ดีมั้ยล่ะ ตื่นมาก็มีลูกเลย ตัวโตกว่าเราอีก หน้าตาดีด้วย ฮ่าๆๆๆ อยู่ๆก็ได้ตำแหน่ง คุณแม่จำเป็น เพราะต้องฝึกดีเจใหม่ หลายคนมาก แสบสุดก็มีสามหล่อ แชมป์ คิว จอนสัน ที่เริ่มวัฒนธรรมการเรียกเราว่า "แม่ครับ" สงสัยว่า เรานี่จะมีสัญชาตญาณ ความเป็นแม่สูงแน่ๆเลย พอถูกเรียกว่า แม่ ทีไร ใจอ่อนทุกที ทำให้เราต้องนั่งลุ้นกับน้องๆ ในชิปนรก ตีสี่ถึงหกโมงเช้า สุดโหดได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ถึงจะทำให้ตัวเอง รู้สึกถึงความแก่มากไปหน่อย แต่ก็น่ารักดี ที่จริงเราไม่ได้เก่ง แต่พอเข้าใจเรื่องการเป็นดีเจ บ้างพอสมควร เพราะรักมันมาก ก็เลยเอาประสบการณ์ที่เรียนรู้และซึมซับมาบอกน้องๆ รุ่นใหม่ๆสนุกที่สุดตอนสอนว่า ตอนจัดรายการต้องคิดอะไรอยู่ในหัว ต้องเอาภาพในสมอง มาถ่ายทอดเป็นคำพูดให้เด็กๆ นึกภาพตามให้ได้ พอน้องๆ ทำได้ เราก็จะปลื้มอยู่คนเดียว เห้อ...เห็นภาพตัวเองตอนจัดรายการแรกๆ เลย
- 2talk ถึงตอนนี้ รายการนี้มีมาทั้งหมด 60 ตอนแล้ว ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ไม่มีครั้งไหนที่เราไม่เอ็นจอยกับมัน
ทูทอคเป็นมากกว่างาน ในความรู้สึกเรา แสตมป์ คัตโตะ และรายการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
ชีวิตเราไปแล้ว พวกเราเป็นมากกว่าเพื่อนร่วมงาน การทำงานด้วยกันมันเปิดโอกาสให้เราได้
ศึกษานิสัยใจคอ และได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจคนอื่น แคร์ และดูแลความรู้สึกซึ่งกันและกัน
อาจจะมีบางครั้งที่มันสะดุดบ้าง แต่มันก็เป็นการเปิดประตูอีกบานให้เราได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจ
ของกันและกันได้มากขึ้น
..สแตมป์ >> พี่เสือฮะ!!แตมตลกนะ ยิ่งอยู่ไปยิ่งตลก นับวันแตมก็ทำให้เราทึ่งในตัวแตมมากขึ้น
เรื่อยๆ ทูทอคเป็นของสแตมป์ด้วยนะ เราดีใจที่แตมรักมัน และเราคงได้อยู่ใกล้ๆ และได้เห็นรอยยิ้ม
ของกันและกันไปอีกนานๆ ชอบเวลาแตมยิ้มจัง ตาหยีได้อีก และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็คงบอก
แตมเหมือนทุกครั้งที่เราพูดกัน "เลิฟยูววววววว" จ้ะ ^^
.. คัตโตะ >> no more words ค่ะ เราคงชินกับการใช้โทรจิตคุยกันแล้วล่ะ คุณทำให้เรา
รู้ว่า การเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดมันเป็นยังไง you know me!! อาจเป็นเพราะคุยกันมาเยอะ
หรือว่าเป็นคนช่างสังเกตเลยทำให้ความรู้สึกมันส่งผ่านไปถึงได้โดยไม่ต้องอาศัยคำพูด ไม่ว่าจะแฮปปี้
ที่สุด หรือเศร้าที่สุด เราสนุกที่จะทำความรู้จักและเข้าใจคุณล่ะ คำว่าเพื่อนร่วมงาน คงใช้อธิบาย
ความหมายของคุณสำหรับเราได้ไม่ถึง 0.1% เพราะคุณเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ดีที่สุดของเรา
จะผ่านไปอีกสักเท่าไหร่มันก็จะยังคงเป็นอย่างงี้ และอย่าลืมว่า ทูทอคมาถึงทุกวันนี้ไม่ได้ ถ้าไม่มีคุณ
รักคุณนะ ^^
.. 2talk >> ที่พักหลังๆ ไม่ได้คอมเมนท์ไม่ใช่ไม่สนใจ แต่ว่าทุกอย่างค่อนข้างลงตัวแล้ว
ดีเจสองคนเข้าใจโครงสร้างรายการ รู้วิธีจัดการกับมันให้พอเหมาะพอดี รู้ทางหนีทีไล่
108 วิธีอู้ไม่ให้โปรดิวเซอร์จับได้ 555 รายการอายุขวบกว่าๆแล้ว กำลังน่ารักน่าหยิก
เราปลาบปลื้มมาก เป็นการทำงานที่มีความสุขที่สุดในชีวิตการทำงานของเรา ^^
เราเดินทางด้วยกันมาไกลแล้วนะ..และจะเดินต่อไปด้วยกันอีกเรื่อยๆ มันสนุกเพราะ
เราทุกคนสนุกที่จะทำมัน บอกได้เลยว่า 2talk ถ้าไม่ใช่คัตโตะ กะ สแตม ก็ไม่ใช่ 2talk
มันคือของของคุณ มันเป็นที่ของคุณ!! จะให้พูดอีกร้อยครั้งก็ไม่เบื่อ ว่าเรารักโปรแกรมนี้
มากแค่ไหน..จะให้ขอบคุณคุณอีกพันครั้งก็ได้ ถ้ามันจะสาสมกับ ใจ ที่ให้กัน
ขอบคุณนะ ที่ทำให้ทุกวันเสาร์ของเรามีความหมายรอวันเสาร์อยู่เสมอนะ ม้าป่าทั้งสอง !!! think wild!!
ปล.ความสุขของผู้ให้ คือการที่ปลายทางรับรู้และเข้าใจถึงความปรารถนาดีนั้น ถึงไม่ได้ทำอะไร
ตอบแทนมา แต่แค่ความรู้สึกที่ส่งกลับมา ก็มากมายเกินพอแล้ว
ปล.วันก่อนไปดู Always 2 มา หนังก็เรื่อยเอื่อยตามสไตล์ แต่ดูแล้วอิ่มใจ ตอนแรกกะว่า
น่าจะซึ้งมาก แต่ก็แค่น้ำตาซึมๆ มีฉากนึงตอนที่แม่ไปเจอกะแฟนเก่าที่สะพาน ซึ่งตอนนี้
ต่างคนก็ต่างไปมีชีวิตที่ดี มีครอบครัวที่น่ารักเป็นของตัวเองกันแล้ว หลังจากยืนระลึกความหลัง
ซักพัก แม่ก็พูดขึ้นมาว่า "ฉันดีใจที่เห็นคุณมีความสุข" เราน้ำตาไหลเลย T^T
เข้าใจเลยว่า ประโยคง่ายๆ ประโยคนี้ มันอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่ดี ๆ มากมายแค่ไหน อินนนน
ปล.ตัวอักษรแค่ 44 ตัวนั้น ทำให้เรามีความสุขมาก ขอบคุณน๊า และมั่นใจได้เลยว่ามันจะเป็น
อย่างนั้นเสมอไปค่ะ ^^ |
|
|||
|
|